Mar 20, 2016

PAKISTAN 2016 // Day 0 Part 2

#20/03/2016

Plan

April 8th

  • Arrive Islamabad around 22:10, overnight at GC Hotel


April 9th

  • Breakfast early at GC Hotel
  • Drive to Chilas via Karakorum High Way (14hrs minimum)
  • On the way can see view of Indus river and small water falls
  • Lunch at Besham PTDC
  • Overnight at Shangri-La Hotel

April 10th
  • Breakfast at Shangri-La hotel
  • Drive to Raikot Bridge then change car to 4x4 wheels
  • Sit on 4x4 wheels for 1:20hrs to Tata Pani
  • Lunch and Tata Pani
  • Walk to Fairy meadown (3hrs)
  • Walk to Beyal camp, overnight at wood huts.
April 11th
  • Breakfast early
  • Walk to Tata Pani and sit in jeep back to Raikot bridge
  • Drive to Gilgit for lunch and have City tour in Gilgit
  • Overnight at Rivaria Hotel
April 12th
  • Breakfast at Rivaria Hotel
  • Drive to Gupis valley (4hrs)
  • Lunch at PTDC
  • Go to Khalti lake, Phander valley, Phander lakes (Whole day)
  • Overnight at PTDC lake view Hotel
April 13th
  • Breakfast at PTDC hotel
  • Drive to Hunza Valley
  • Lunch at Rakaposhi
  • Go to Baltit and Altit Fort
  • Dinner and overnight at Eagle Nest Hotel
April 14th
  • Early wake up to see the sunrise
  • Breakfast at Eagle Nest Hotel
  • Go to Baltit & Altit Forts and have lunch
  • Go to Hopper Valley (can see Hopper Glacier)
  • Back to Hunza Valley, dinner and overnight at Embassy Hotel
April 15th
  • Early breakfast at Embassy Hotel
  • Drive to Atta Abad Lake
  • Sit in boat from lake view point till Shiscut Village
  • Sit in mini bus and continue drive to Khunherab Pass Park China Border
  • Visit National Park and lunch at Sost
  • Drive to Borit Lake Passu Glacier
  • Go to Suspension Bridge, dinner and overnight at Hunza Embassy Hotel
April 16th
  • Early wake up (6am) and have breakfast
  • Drive to Nalter Valley and have lunch
  • Go to ski resort and continue drive to Gilgit Rivaria Hotel, dinner and overnight here
April 17th
  • Breakfast at hotel
  • Drive to Besham City via Karakorum High way (12hrs minimum)
  • Lunch on the way, overnight at Besham PTDC hotel
April 18th
  • Drive to Julian and continue drive to Islamabad Fasial Masjid
  • After dinner depart to Bangkok around 23:20


Mar 18, 2016

PAKISTAN 2016 // Day 0 Part 1

#18/03/2016

วันนึงในระหว่างที่เล่น Facebook ในเวลางาน (อุ๊บส์)
ก็มีเพจของรุ่นพี่มหาลัย โพสว่า ต้องการหาเพื่อนไปเที่ยวปากีสถาน
พร้อมทั้งโพสรูปทริปก่อนหน้าที่พี่เค้าเคยไปมา ซึ่งเราก็เคยเห็นผ่านมาล่ะ แล้วก็รู้สึกว่าสวยจัง(จบ)
http://pantip.com/topic/34015062

ที่จบหมายถึง ตอนนั้นที่ดูรูปก็รู้สึกว่า เฮ้ย ไม่น่าเชื่อว่าปากีสถานจะสวยแบบนี้
แต่ความรู้สึกอยากไปเที่ยวมันถูกกลบไปด้วยความคิดว่า "ไปยาก" "เที่ยวยาก"
เลยทำให้ดูรูปแล้วก็จบไป ไม่ได้คิดจะอะไรต่อ

จนเห็นโพสนี้เข้าก็สนใจ แล้วก็ส่ง link ไปให้น้องในออฟฟิศดู
ส่วนเรานั้น พอเสนอเรื่องไปให้คุณผู้ชายดู คุณผู้ชายก็ยืนกรานกลับมาว่า ไม่(ชั้นไปจะญี่ปุ่น!!!)
ระหว่างที่เรากำลังงอแงอยู่ น่าจะ 2-3 วันได้ น้องในออฟิศก็บอกเราว่า
"ผมคอนเฟิร์มทริปไปละนะ"

"......"

เราหันมาหาคุณผู้ชายทันที

"เธอ!!! เราจะไป" 

บวกกับน้องในออฟฟิศไปบอกรุ่นพี่ว่าได้รับการแนะนำมาจากเรา รุ่นพี่เลย inbox มายั่วกิเลสรัวๆ ชักชวนให้ไปด้วยกัน
พร้อมกะย้ำว่า ปากีสถาน มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะ
ธรรมชาติสวยงาม ผู้คนใจดี มันไม่เหมือนกับภาพพจน์ที่เราเข้าใจกันเลย
บลา บลา บลา (คือหลังๆเริ่มคิด พี่ไม่บิ้วต้องละ จ่ายตังค์เลยจบป่ะ ฮ่าๆๆๆ)

ในที่สุด มารก็ชนะความดี... ใช่มั๊ย หึ๊ ฮ่าๆๆๆๆ
กิเลสปากี ชนะ กิเลสญี่ปุ่น ในที่สุด

ผ่านไปประมาณ 1 เดือน ทริปปากีสถานก็สมบูรณ์ ได้จำนวนคนครบ ปิดรับสมัครไปอย่างสวยงาม
(สรุปว่าในทริปเป็นคนรู้จักเกือบครึ่ง เริ่มจากรุ่นพี่เจ้าของทริป รุ่นพี่มหาลัยที่รู้จักกันอีกคน เพื่อนมหาลัยอีกคน น้องที่ทำงานเดียวกันอีก 3 คน คุณผู้ชายอีก 1 คน)
หลังจากนั้นก็ถึงขั้นตอนของการเตรียมตัว

1) ตั่วเครื่องบิน
สายการบินที่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพไปอิสลามาบัด (เมืองหลวงของปากีสถาน)
เท่าที่รู้ก็น่าจะมีแค่การบินไทย (ย้ำ เท่าที่รู้นะ)
วันที่เราจะไปกันก็คือ 8-18 April ราคาที่ได้มาคือ ไป-กลับ อยู่ที่ 17,035 บาท
จริงๆตอนแรกรุ่นพี่แจ้งว่าจะไป 6-16 แต่ตอนนั้นคนยังไม่ครบที่จะเปิดทริปได้
ก็เลยรอไปก่อน จนอยู่ๆ ราคาตั๋วก็เด้งขึ้นไปเป็น 22k เฉยเลย (กรี๊ดดดด)
เลยต้องขยับมาเป็น 8-18 แทน ซึ่งราคานี้คือรีบซื้อเลยนะ กลัวไม่ได้ไปว่างั้น

2) วีซ่า
สิ่งที่ต้องเตรียมคือ

  1. Passport ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 6 เดือน นับจากวันเดินทาง และมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า (ของเรานี่คือ มีหน้าใช้งานอยู่แค่ 2 หน้าจ้าาาา 555555)
  2. รูปถ่ายสี ขนาด 1.5 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ
  3. สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ชุด
  4. สำเนาบัตรประชาชน 1 แผ่น
  5. สำเนาใบสมรส/ใบหย่า (ถ้ามี) (แปลเป็นภาษาอังกฤษ)
  6. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี) (แปลเป็นภาษาอังกฤษ)
  7. สำเนาใบสูติบัตร (กรณีอายุไม่ถึง 20 ปี) (แปลเป็นภาษาอังกฤษ)
  8. จดหมายรับรองการทำงาน (เป็นภาษาอังกฤษ) ระบุ ตำแหน่ง เงินเดือน และ วันเดือนปี ที่เริ่มเข้าทำงาน (ฉบับจริง)
  9. จดหมายรับรองการเงินจากธนาคาร/ถ่ายสมุดเงินฝากออมทรัพย์ ย้อนหลัง 6 เดือน

**ผู้ทำวีซ่าต้องไปแสดงตัวด้วย ไม่สามารถฝากคนอื่นไปทำเรื่องให้ได้นะจ๊ะ

เอาล่ะ เรื่องหนักใจเริ่มมา หนักใจแรก...รูปถ่าย
น้องที่ทำงานสองคน ตัดสินใจถ่ายรูปเอง แล้วเอาไปปริ้น เป็นขนาด 2 นิ้ว
ส่วนเรากับคุณผู้ชาย และน้องอีก 1 คน ตัดสินใจไปถ่ายที่ร้านแถวสยาม
ซึ่งพอไปถึง พนักงานถามทันที เอาไปทำวีซ่าไปประเทศไหน
"เอ่อ.. ไปปากีสถานค่ะ"
"..."
พนักงานสตั้นไปถามวิ แล้วถามกลับว่า มันต้องใช้ขนาดเท่าไหร่
พี่คะ.... หนูก็ไม่รู้ ฮือๆๆๆ เค้าบอก 1.5 หรือ 2 นิ้ว ก็ได้ 
แต่พนักงานที่ร้านเค้าก็ดูกังวล กลัวว่าถ่ายไปแล้วจะผิดมั๊ง เราเลยต้อง google หาดู
(น้องที่ถ่ายเองไม่เห็นเค้าคิดมากเลยนะ สุดท้ายก็ใช้ได้เหมือนกัน)



นี่คือรูปที่เราได้จากอากู๋ ยื่นให้พนักงานร้านดูเลย เอาขนาดนี้แหละ
พนักงานถามคำถามกลับมา

"เอ่อ...ขนาดหัวนี่ วัดจากบนสุดเลยเน๊อะ"
"...คะพี่??"
"คนในรูปเค้าไม่มีผมอ่ะครับ แต่เราก็วัดจากบนสุดของหัว จากผมเลยเน๊อะ"
พี่คะะะะะะะ ถามเอาฮาใช่มั๊ยยยยยย (เสียงในใจ 5555555)

จบเรื่องรูปถ่ายไป ... ต่อมา หนักใจที่สอง ใบเปลี่ยนชื่อ....
เนื่องจากเรากับน้องอีกคนในทริป ไปเปลี่ยนชื่อมา นานแล้วล่ะ
ประเด็นคือ คำว่า "แปลเป็นภาษาอังกฤษ" นี่มันคือยังไง
จะแบบ ไก่กา เขียนว่า I have changed my name from XXX to YYY ง่ายๆก็คงไม่ใช่มั๊ง

โชคดีที่น้องในออฟฟิศที่ไปด้วยกันคนนึง เค้าเป็นฝ่ายกฏหมาย
ก็เลยไปถามน้องเค้า น้องเค้าบอกว่า การแปลเอกสารเป็นภาษาอังกฤษนั้น มีค่าใช้จ่ายนะ
แล้วก็ต้องมีลายเซ็นของ Rotary ... ม่ายช่ายยย Notary จ่ะ เซ็นรับรองให้ เป็นเรื่องเป็นราว
เราก็ เฮ้ย ยากละ ต้องเสียตังค์ด้วย แอบไปถามหัวหน้าทริป หัวหน้าทริปก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
สุดท้าย น้องเลยบอกว่า เอางี้ เด๋วน้องเค้าจะแปลให้ แล้วเอาไปให้พี่ที่รู้จักกันเซ็นให้
โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอ่ายๆๆๆๆๆๆๆ นางฟ้ามาโปรดชัดๆ (ค่าใช้จ่ายนี่แผ่นละ 1000 บาทนะจ๊ะ)

พอถึงวันไปขอวีซ่า เราก็ได้เอกสารแปลใบเปลี่ยนชื่อพอดี
ในชีวิตไม่เคยเอาเอกสารไปแปลมาก่อน คือดูดีมวากกกกกกกกกกกกก ย้ำ
มีผูกโบว์ มีอะไรไฮโซหรูหรา คือเห็นแล้วแบบ 1,000 นึงมันก็สมน้ำสมเนื้อนะ
(ก่อนหน้านี้แกยังคิดว่าแพงมากอยู่เลย)
เอาเป็นว่า เอกสารทั้งหลายแหล่ที่เค้าบอกให้แปลเป็นอังกฤษนี่
เราไม่ชัวร์นะว่ามันต้องขนาดไหน แต่ทำให้ถูกหลักคือปลอดภัยที่สุดค่ะ!!!

มาถึงหนักใจสุดท้าย Statement
พนักงานเดือนเงินน้อยแถมยังติดดอยหุ้นเยี่ยงเรา พยายามไป Search หาว่า
"จำนวนเงินที่เหมาะสมที่ต้องมีในบัญชี สำหรับขอวีซ่าปากีสถาน เท่าไหร่"
(แอบห้อยท้ายคำว่า pantip อิอิ แหม เรารู้ คุณก็ท๊ามมม)

คือแต่ละคนก็อ้อมๆแอ้มๆว่า ก็เอาที่เหมาะสมอ่ะ
ไม่มีใครรู้ว่าต้องเท่าไหร่ ก็ต้องประเมินเอาเอง
มันก็มีที่คนที่มีประสบการณ์มาแชร์ เค้าก็คร่าวๆ 50k, 60k, 70k 
เราก็อ่ะ ยากละ ชีวิตแกมีแต่คำว่า ยากๆๆๆๆๆ สินะ
เหมือนเดิม ไปถามหัวหน้าทริป หัวหน้าทริปบอก เอาให้เซฟๆ 40k ละกัน
เอาวะ 40k ก็ 40k

คือเอาจิงๆนะ เงินเดือนเป็นของนอกกายไม่เท่าไหร่
เงินเดือนยังเป็นของเจ้าหนี้ เงินเดือนเหมือนผีที่รู้ว่ามีแต่จับต้องไม่ได้ (แกเพ้ออะไร!!!)
ประเด็นคือ เงินเข้ามาแล้วมันหมดไป จบป่ะ 55555
ไหนจะค่าเช่าคอนโด ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าบัตรเครดิต
ขายหุ้นออกมาก็ไม่ได้ ติดดอย โอ๊ยเศร้า

เนื่องจากเรานัดกันไปทำ Visa วันที่ 15 กุมภา เราเลยวางแผนจะไปขอ Statement วันที่ 31 มกรา
ซึ่งมันดูเป็นไอเดียที่ดีนะ หลังวันที่ 31 เราก็เอาเงินไปจ่ายค่าต่างๆได้เลย ไม่ต้องอั้นไว้นาน
ก็โอเค น่าจะจบเรื่อง วันที่ 31 เราก็รีบแจ้นไปธนาคาร ไปขอ Statement

ปล. คุณผู้ชายสงสัยว่ามันปริ้นจาก ibanking ได้มั๊ย พนักงานธนาคารบอกน่าจะได้
แต่เราไม่มั่นใจ เลยขอ Statement แบบจริงจัง (แบบต้องเสียตังค์) ไปเลยดีกว่า
หัวหน้าทริป recommend มาว่างั้น แต่มีน้องอีกคนนึง เป็นบัญชี TMB ที่ไม่มีสมุด
ก็เลยต้องใช้วิธีขอใบรับรองจากธนาคาร + ปริ้น Statement จาก web ซึ่งก็สามารถก็ใช้ได้เหมือนกัน ขอวีซ่าผ่านได้เหมือนกัน

ทีนี้ พอหลังจากทำเรื่องขอ Statement แล้ว เงินก็สะพัดออกจากบัญชีทันที
หลังจากนั้นประมาณ 3-4 วัน ก็ไปรับ Statement ที่ขอไว้
และสิ่งที่อยู่ในซองจะทำให้คุณต้องอึ้งงงงงงงงงงงงงงงง อ๊ะจ๊ากกกกกกกกกกก
ธนาคารทำเอกสาร Statement มาให้ถึงวันที่ 2 กุมภาาาาาาาาาาาา
ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
(เสียงกรี๊ดร้องดังไปถึงดาวอังคาร)
คุณทำอย่างงี้กับชั้นได้ยังง๊ายยยยยยยย ยอดสุดท้ายของบัญชีอยู่ที่ 8000พันกว่าบาท กรี๊ดดดด

หลังจากไปหาข้อมูลเพิ่มมา ปรากฏว่า ธนาคาร(กรุงเทพ) เวลาออก Statement ให้เนี่ย
เค้าจะได้ข้อมูลจนถึงวันที่เค้าคีย์ในระบบ
หมายความว่า เราไปยื่นเรื่องทำ Statement วันที่ 31 มกราคม
ธนาคารส่งเรื่องไปสำนักงานใหญ่ พนักงานที่ออก Statement ให้ ทำเอกสารให้เราวันที่ 2 กุมภา
เค้าก็จะคีย์ข้อมูลเข้าไปว่า ขอย้อนหลัง 6 เดือน จนถึงวันปัจจุบัน คือวันที่ 2 กุมภา
ฉะนั้น เราก็จะได้ Statement ย้อนหลัง 1 สิงหาคม 58 ถึง 2 กุมภาพันธ์ 59
(ซองในมือชั้นมันสั่น ริกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)
ไปหวีดกะหัวหน้าทริปทันที หัวหน้าทริปก็ปลอบใจว่า เค้าน่าจะรู้ใบรับรองการทำงานเป็นหลักนะ
ใบรับรองการทำงานก็ระบุชัดเจนว่าเงินเดือนเท่าไหร่ มันก็น่าจะโอ

คือมันนอยด์อ่ะ มันก็ make sense ว่าแบบ แหม แกจะมาดูข้อมูลยอดสุดท้ายในบัญชี
แล้วมาตัดสินคนคนนี้ว่าไม่หนีเข้าประเทศแกหรอก มันก็ดูไม่ใช่อ่ะนะ
มันต้องดูหลายๆอย่างประกอบอัน
แต่มันอดนอยด์ไม่ด๊ายยย ศรีทำไม่ด๊ายยย

พอถึงวันที่ 15 กุมภา เรานัดกันที่สถานฑูตปากีสถานเลย
อยู่ สุขุมวิท ซอย 3 ลง BTS เพลินจิต แล้วเดินต่อ
วันที่ไปทำวีซ่า จะมีคนปากีสถานมาช่วยดูให้ เป็นคนที่ติดต่อซื้อ local tour ไว้
ตอนยื่นเอกสารก็งงๆ คือคนปากีจะช่วยดูให้เกือบทั้งหมด
ตอนแรกๆก็ไปยื่นกันทีละคน แต่สุดท้ายไม่รู้ยังไง เค้าก็รวบรวมของทุกคนไปทีเดียว
แล้วก็ไปจ่ายตังค์ ค่าธรรมเนียม คนละ 1,300 บาท (หัวหน้าทริปดำเนินการให้)
หลังจากนั้นอีกประมาณ 3-4 วัน ก็ได้ passport คืน หัวหน้าทริปไปเอาให้อีกเช่นกัน 5555

แล้วผลคือ ผ่านจ้า เย้ๆๆๆๆๆๆๆ ถ้าไม่ผ่านคงไม่มี up blog นี้อ่ะนะ (แกก็ชัดเจนเกิ๊น)

เอาเป็นว่า วีซ่าก็คือว่าไม่ยากและไม่ง่าย คือถ้ามายื่นเองนี่ก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกัน
คนที่เจอตอนมาทำวีซ่าส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ซื้อทัวร์มา
ตอนนี้ได้ Passport กลับมาพร้อมวีซ่าปากีสถาน โล่งใจขึ้นเยอะ นึกว่าต้องเสียค่าตั๋วฟรีแล้ว

หลังจากนั้นก็จะเป็นการเตรียมซื้อประกันการเดินทาง (ยังเลือกไม่ได้)
กับการจัดกระเป๋า (อันนี้เรื่องใหญ่)
พร้อมกับศึกษาแผนการเดินทางว่าไปไหนบ้าง จะได้เตรียมตัวถูก
แล้วจะกลับมา up Day 0 Part 2 ต่อไป

じゃ また今度、おやすみなさい。

May 25, 2015

JAPAN 2015 // Day 3 - Supercold Otaru

#09.02.2015

ตื่นเช้า อากาศสดชื่น วันนี้เราจะไป Otaru กัน
เดินออกมาจากโรงแรมแล้วคุณผู้ชายดันลืมของ กลับเข้าไปเอาใหม่
พอจะออกมาอีกรอบ คุณลุงที่ขับ Shuttle bus โรงแรมเรียกให้ขึ้นรถ บอกจะออกแล้ว
อ่ะ ขึ้นก็ได้ ฮ่าๆๆๆๆ



นั่งรถไฟชมวิวแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว (ประมาณ 30-40 นาที)
เป็นวิวทะเลที่... อืม... เราว่าทะเลบ้านเราสวยสุดอ่ะนะ
แต่อาจจะเปรียบเทียบกันไม่ค่อยได้เน๊อะ
ก็เอาเป็นว่าสวย แต่ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่นัก เลยหลับๆตื่นๆเป็นระยะ



โอลาฟนี่ฮิตมากนะ ไปมุมไหนก็เจอคนปั้นไว้

พอมาถึง Otaru Station ส่วนใหญ่ก็จะพุ่งไปหาแผนที่ เราก็เช่นกัน
แต่หยิบมาแล้วดูไม่รู้เรื่อง ฮือๆๆๆ คุณผู้ชายก็พุ่งออกจากสถานีไปด้วยความมั่นใจมาก
จุดหมายของฮีคือ Sushi Dori ถ้ามาโอตารุแล้วไม่กินซูชิ ถือว่ามาไม่ถึงนะ

แล้วคือ ก่อนจะมานี่ไม่ได้เช็คสภาพอากาศล่าสุด
คิดว่าไม่ว่าจะดูยังไง หนาวก็คือหนาวอ่ะ สำหรับเรามันหนาวมากเหมือนๆกันหมด
ปรากฏว่า หิมะตกหนักมาก (มากสำหรับเรานะ)
คือแบบ ตกตลอดเวลา สั่นกันหงั่กๆๆๆๆๆ แต่ก็แอบดีใจนะ
ก็ไหนๆก็มาแล้ว เจอหิมะหยอมแหยมคงไม่ใช่ มันต้องสะใจแบบนี้ วะฮะฮ่าๆๆ

ร้านที่ตั้งใจจะมากินสุดๆคือ Ise Zushi แต่ว่าให้พนักงานโรงแรมโทรจองให้
ปรากฏว่าเต็มหมด เต็มทั้งกลางวันทั้งเย็น อดไป T___T
คุณผู้ชายก็เสนอว่าจะไปกิน Masazushi แทน เตรียมแผนที่มาเรียบร้อย
ปรากฏว่ามีคิว ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็โอเค รอแป๊บเดียว
ออกมาจากร้าน ถามคุณผู้ชายว่าระหว่างรอเอาไง คุณผู้ชายบอก มีอีกร้านมานำเสนอ
หึ๊.... นี่คือ จะกินซูชิฆ่าเวลาระหว่างรอกินซูชิอีกร้าน!!!???
สรุปก็คือ ใช่ 555+

ร้านนี้ Yoruyama



เข้าไปมีนั่งอยู่แค่โต๊ะเดียว เมนูมีภาษาอังกฤษ สบายใจหายห่วง



สั่งมาเหมือนกันคนละซุป พร้อมซุปปูขน ซึ่งปูมาแบบเน้นๆมากกกก ประทับใจ
สรุปว่าอร่อยมาก ของสดและดี ซูชิข้าวอุ่นๆ กินแล้วอุ่นท้องดีมาก

ออกมาจากร้าน โอย หนาววววว เจอที่วัดอุณหภูมิ บ้าไปแล้ว -7องศา



หนาวแค่ไหนก็ทนนะ เดินข้ามถนนไป Masazushi ได้คิวพอดี
รอโต๊ะแป๊บนึง พนักงานก็เชิญเข้าไปนั่งพร้อมทั้งเอาเมนูมาให้
สรุปสั่งเป็น set Chef Recommend มาคนละ 1 set
(Set ละ 10,000yen เลยนะ ไม่ใช่ถูกๆ เลียจานได้นี่จะทำเลย)




นั่ง counter ดูเชฟทำ ตื่นเต้นว่าจะได้กินอะไรบ้าง
Chef พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ส่วนเราฟังญี่ปุ่นออกนิดหน่อย(มากๆ)
ยังพอสื่อสารกันเข้าใจ เวลาเค้าอธิบายว่ากินยังไง



อสุจิปลา ตื่นตาตื่นใจมากกกกกกกกกกกก กินดูมันก็มันๆเหมือนไขมัน
(มาเจอที่หลังว่า Super ใน Tokyo ก็มีขาย เชอะ)



Ika Sashimi กินแบบโซบะเย็น อร่อยมาก



ทูน่าย่าง นี่คือที่สุดเลยจิงๆ หน้าตาธรรมดา แต่โคตรอร่อยยยยยยยยย
ปกติเราชอบกินปลาดิบนะ ย่างๆนี่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
แต่เจอเมนูนี้เข้าไป โห อึ้งๆไปเลย(ย้ง) อร่อยสวนทางหน้าตาสุดๆ



ปิดท้ายด้วย Set นี้ จุกมาก - -"



ที่อุปกรณ์มาให้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกด้วย Chef เป็นคนถ่ายให้ น่ารักมุ้งมิ้ง

หลังจากฟาดซูชิไปสองร้านรวด ก็สมควรแก่เวลาแล้วล่ะ ที่เราจะต้องเดินย่อยกันมาก
ถึงจะหนาว(มากกกก)ขนาดนี้ ก็ไม่หยั่นนะ





เดินไปเรื่อยๆ แวะดูตรงที่เค้าปั้นๆจะจุดเทียน แล้วก็เดินต่อไป
จุดหมายคือ Otaru Canal ซึ่ง...หลงฮะ หลงแบบโง่ๆเลย
เราเดินบนถนนอ่ะ แต่คลองคือมันอยู่ข้างล่าง
เห็นแล้วล่ะว่ามีคนออๆกัน แต่ไม่คิดอะไร ก็ชวนคุณผู้ชายเดินต่อไปเรื่อยๆๆๆๆๆ
จนไปสุดตรงที่มีเรือยอร์ชจอด เริ่มคิดได้ว่ามันคงไม่ใช่ละ
คือเดินไปไกลมาก ยิ่งเดินก็ยิ่งไม่เจอคน หิมะก็หนาขึ้นเรื่อยๆๆๆๆๆ



ถึงจุดนี้คิดได้ว่า เราควรเดินกลับกันมั๊ย



ด้วยความที่อากาศหนาว ก็เลยอารมณ์ดีกัน เดินหลงก็ไม่หงุดหงิด
ก็เดินเล่นหิมะไปเรื่อยๆไม่เบื่อเลย



ในที่สุดเราก็เดินกลับมาที่คลองได้สำเร็จ 555+



ลงไปเดินถ่ายรูปที่เค้าจะปั้นๆจุดเทียน คือวันนี้เป็นวันแรกของงาน Light up ของที่นี่
เด็กๆยังปั้นๆโปะๆกันไม่เสร็จเลย แล้วคนก็เยอะมาก (ที่สุดคือทัวร์จีน)
เราก็เลยไม่รอจุดเทียนล่ะ กลับซับโปโรกันดีกว่า



ตรงนี้น่าจะเป็นถนนช็อปปิ้งของที่นี่ แต่ก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก
ขากลับแวะซื้อ Le TAO ที่สถานี เพราะไม่ได้แวะร้านในเมือง

นั่งรถไฟกลับไป Sapporo Station จุดหมายต่อไปคือ Beer Museum 
ตอนแรกว่าจะนั่งบัสไป แต่กลัวเลย สุดท้ายเลยนั่ง Taxi ไปแทน แอบแพงนะ
ไปถึงก็บอกเลขจอง (เราโทรมาจองไว้ตั้งแต่เมื่อวาน มีพนักงานพูดภาษาอังกฤษได้)





ที่นี่ดีนะ มีถุงพลาสติกให้ใส่กระเป๋า ป้องกันกลิ่นติดด้วย
เห็นน้องบอกว่า ร้านอื่นตอนกินเสร็จเค้าจะมีสเปรย์ดับกลิ่นฉีดให้ แต่ที่นี่ไม่มีแหะ





ซัดกันจนจุก ตอนเดินออกมาแวะร้านขายของที่ระลึก
คุณผู้ชายเค้ากรี๊ดมาก มาสคอตที่นี่เป็นน้องแกะใส่หมวกกระทะปิ้ง
ซื้อมาหลายแบบมาก แถมซื้อหมวกมาอีก!!!! นี่คือทุ่มเทมากๆ



แปลงร่างเป็นแกะ อิอิ

ขากลับพอรู้ทางละ เลยนั่ง Bus กลับ ไปลง Sapporo Station
แล้วก็นั่งรถไฟต่อกลับไปโรงแรม ตอนกลับยังไม่วายนะ แวะ Family Mart



สปาเก็ตตี้คาโบนาล่าของคุณผู้ชาย คืออเมซิ่งมาก เอาไปเวฟแล้วไข่แดงยังดิบได้
หยิบมาคลุกๆๆๆ โห โคตรอร่อย อยากให้ที่ไทยมีแบบนี้ขายมั่ง



จากนั้นก็ซัด Cheese Cake กันก่อนนะ อิ่มท้อง หลับสบายแฮ

Apr 30, 2015

JAPAN 2015 // Day 2 - Sapporo Snow Festival 2015

#08.02.2015

คุณผู้ชายปลุกแต่เช้า คนนี้เวลาไปเที่ยวเค้าจะเป็นสไตล์ ตื่นเช้า นอนเร็ว
จากโรงแรมเราก็ออกเดินอีกครั้ง ไปตลาดปลา Nijo





มาถึงแต่เช้า ยังไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ เดินวนดูรอบนึงก่อน

แล้วก็เลือกร้านที่อยู่ข้างในตลาด เลือกแบบไม่มีข้อมูลอะไรเลย แค่ดูว่าคนเยอะดี
และส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น ฮ่าๆๆๆๆ
พนักงานในร้านก็ตอนรับขับสู้มากๆ ตอนแรกเอาเมนูญี่ปุ่นมาให้ คงเห็นเรางงๆ
เลยไปเปลี่ยนเอาเมนูภาษาอังกฤษมาให้ มีถามด้วยนะว่าเรามาจากประเทศอะไร เป็นกันเองมากๆ



ถูกใจ uni lover อย่างเรามาก อย่างอื่นก็อร่อยนะ เช่น กุ้งหวาน




รูปนี้พนักงานที่ร้านถ่ายให้ เค้าเห็นเราผลัดกันถ่าย ก็เดินมาถามเลยว่าถ่ายให้มั๊ย

สรุปว่าร้านนี้ประทับใจมากๆ



รูปหน้าร้าน หาไม่อยาก ตลาดเล็กนิดเดียว อยู่ข้างในตลาด ไม่ได้อยู่ติดถนน


กินอิ่มแล้วก็ออกมาเดินเล่นต่ออีกหน่อย มีพวกหอยเม่นย่างขายหลายร้านเลย

จัดการสอยมาซักร้านนึง (ขนาดอิ่มตื้อแล้ว แต่ยังอยากกินอีก)



อันนี้จืดไปหน่อย แทบไม่มีกลิ่นเลย เราชอบแบบมัดๆมีกลิ่นนิดนึงมากกว่า


จบจากตลาดแล้วเราก็ไปเดินแถวงาน Snow Festival กัน ที่ Odori Site




เพิ่งจะได้เจอพื้นหิมะดำๆสกปรกๆ แฉะๆอีกตะหาก 
จะว่าไปมันก็ไม่ได้ขาวสวยงามอย่างที่คิดไว้ทั้งหมดอ่ะนะ



ไฮไลท์ของงานวันนี้ คนมามุงตรงนี้เยอะเพราะมีดาร์ธเวเดอร์ตัวจริงมาด้วย!!!



มีรายการมาถ่ายทำ ดาร์ธเวเดอร์เค้าก็เนียนสมบทบาทดีนะ ทำเสียงเหมือนมาก
ทุกคนแถวนั้นขำกันใหญ่เลย ฮ่าๆๆๆๆ



อันนี้เราไม่รู้จักนะ แต่คุณผู้ชายรู้จัก บอกดังมากเลยนะเธอ
ก็น่าจะจริงของเค้านะ มันมีร้านขายของฝากเป็นตัวนี้อ่ะ คนต่อแถวยาวเป็นหางว่าวเลย





โอลาฟก็มาจ้า



ปีนี้ประเทศไทยเราก็ยังครองแชมป์เหมือนเดิมนะ ภูมิใจจัง

งานเค้าจัดที่ให้เดินวนเป็นตัวยู ก็คือเดินชมไปได้เรื่อยๆ ไม่ต้องสวนกะใคร
ทางก็ค่อนข้างยาวนะ แล้วพื้นเป็นหิมะ พอดีว่ารองเท้าเราพื้นมันบาง
ปรากฏว่าเย็นฝ่าเท้ามาก เย็นจบเจ็บจะเดินไม่ไหวเอา
ก็เลยแว๊บออกไป 7-11 แถวนั้น ตอนแรกกะว่าจะซื้อที่อื่นๆมาแปะเท้าพักซักหน่อย
แต่เจอว่า เฮ้ย มันมีแบบที่สำหรับใส่ในรองเท้าเลย เอาไว้แปะกะถุงเท้า คือดีมาก
ซื้อมา 2 คู่ แกะแปะเลย ตอนแรกมันจะยังไม่อุ่นมาก
ก็เดินๆถูๆเท้าไปซักพัก มันก็ค่อยๆอุ่นขึ้นมา อาห์ ฟินนนนนน 55555


คุณผู้ชายแอบถ่ายระหว่างจัดระเบียบหมวก ที่หนาวมากจริงๆอีกส่วนก็คือหูนะ

ต้องคอยดึกหมวกมาปิดหู เสื้อก้อมีฮู้ด ฮู้ดมันก็คอยจะดึงหมวกไหมพรมหลุด

แล้วในงานก้อจะมีซุ้มร้านอาหาร กะร้านที่ระลึก ขายเป็นช่วงๆ

เหมาะมากที่จะหลบไปหาอะไรกินอุ่นๆ
(ในเต้นท์สำหรับยืนกินจะมีฮีทเตอร์เปิดไว้ให้ด้วย)





อันนี้นึกว่าเป็นขาปู กินเข้าไป โถ แป้งทั้งดุ้น (= =)



หอยสังข์ย่างซอส อร่อยมาก



ระหว่างนี้ฝนก็ตกปรอยๆ ฝนจริงๆไม่ใช่หิมะ ตอนที่ไปยืนฟังเค้ามอบรางวัล
ก็ยังมีการพูดว่า น่าเสียดายที่ช่วงวันนี้อุณหภูมิสูงขึ้น เลยทำให้หิมะแกะสลักหลายอันพังลงมา
แล้วก็ยังมีฝนตกเพิ่มเข้ามาอีก แต่ทั้งนี้คนที่ทำก็พยายามช่วยกันซ่อมแซมนะ
ก็น่าเห็นใจอยู่ ของไทยตรงแขนที่โหนตุ๊กตุ๊กก็ดูเหมือนใกล้จะหักเหมือนกัน

พอสุดท้ายแล้ว อย่างที่บอกว่ามันวนเป็นตัวยู เดินไปออกตรงทางเข้าได้

แต่เราเลือกแว๊บออกไปตรงนี้เลย มันมีสถานีให้ขึ้นเหมือนกัน



ออกมาหาอะไรกินกันตรงตรองราเมง จริงๆก็ไม่ได้ไกลนะ แค่สถานีเดียวเอง

กินเสร็จก็เดินกลับไปตรงงานต่อ เพราะจะไปขึ้น Sapporo TV Tower กัน
คุณผู้ชายอยากจะไปถ่ายรูปตอนพระอาทิตย์ตก แล้วทีนี้ก็กลัวว่าคนจะเยอะ
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคือ เวลาไปจุดไหนที่เป็นจุดชมวิวตอนพระอาทิตย์ตก
คนจะมหาศาลมาก ถ้าไปช้านี่คืออด ไม่สามารถจะแทรกตัวเข้าไปถ่ายได้
ก็แก้ปัญหาโดยการไปลงทุนยืนรอตั้งแต่ไก่โห่นี่แหละ (T__T)



นี่คือกลับไปเปลี่ยนเสื้อกันหนาวที่โรงแรมมาด้วย เพราะตัวที่ใส่มาตั้งแต่เช้ามันไม่ค่อยกันน้ำ




อยู่บนนี้หลายชั่วโมงเลยล่ะ จากที่ไม่มีคนก็จนคนเยอะมากกกกกกกกกกก

ยืนเบียดกันอยู่ตรงด้านที่หันไปทางงานหิมะ
คือทุกคนก็ยืนกันตรงๆเบียดๆกัน หารูเอากล้องไปส่องๆถ่ายรูป
ใครถ่ายแล้วก็ขยับๆหนีบ้างให้คนอื่นถ่าย
เราเองไม่ได้คิดจะถ่าย ถอยหลังไปยืนรอคุณผู้ชายที่โดนอัดก๊อปปี้ติดกระจกอยู่

แล้วก้อเจอว่า มีคนจีนสองคน ญ ช มีอายุพอสมควรแล้วล่ะนะ

ยืนแบบ ยืนพักแขนโก่งตูดอ่ะ กระจกมันเอียงไปข้างบน มีโครงเหล็กระดับเอวกั้นอยู่
แล้วก็ยืนโก้งโข้ง โน้มตัวไปข้างหน้า ไม่ได้ยืนติดกระจกนะ
แล้วก็พักแขน คุยกันหนุงหนิงสองคน
ในขณะที่คนอื่นเค้ายืนแบบเบียด พยายามจะกินพื้นที่ยืนให้น้อยสุด
แล้วคนที่ยืนข้างหลังสองคนนี้ เค้าก็จะโชกๆ จะพยายามจะเข้าไปใกล้ๆกระจก
ก็ไม่สามารถทำได้ ติดตูดสองคนนี้ที่ยื่นอยู่
เราเห็นลุงญี่ปุ่นคนนึงพยายามจะเบียดๆให้สองคนนี้ยืนตรงๆ
เค้าก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ยืนอยู่ท่านั้นท่ามกลางผู้คนมากๆ เกือบๆตรงกลางเลย
คนข้างหลังนี่คงก่นด่ากันใหญ่ ฟังไม่ออกหรอกนะ แต่ดูจากสีหน้านี่เดาได้เลย

คุณผู้ชายหลังจากถ่ายเสร็จก็ผ่านฟันด่านคนมุงออกมา เหงื่อแตกเลย ฮ่าๆ

แล้วเราก็ลงจาก Tower กัน ไปหาอะไรกิน
มื้อนี้ขอกินขาปูบุฟเฟ่ต์ เปิด google map เดินหากัน เกือบไม่เจอ
เพราะมันอยู่ในตึกไม่ได้มีป้ายติดบอกไว้ ต้องไปถามพี่ยามแถวนั้นเอา

ร้าน えびかに合戦 札幌本店.


เมนู แนะนำว่ามาถึงแล้วเราต้องเลือกแบบแพงสุด ซึ่งเอาจิงๆแล้วไม่จำเป็นเล๊ยยยยยย

ที่เพิ่มมาก็พวก ซูชิหน้าเทมปูระ ไข่ตุ๋นไรงี้ ไม่กินก็ได้อ่ะ





ขาปูใหญ่มาก แต่เสียว่ามันเย็น ที่นี่เค้าไม่มีแบบย่างให้

ถามว่าอร่อยมั๊ย อืม...ตอบยาก เราว่ามันโอเค แต่มันน่าจะอร่อยได้มากกว่านี้อีก
คือต่ำกว่าที่คาดไว้นิดนึง คุณผู้ชายบอกว่าคราวหลังกินแบบไม่บุฟเฟ่ต์ดีกว่า
เพราะเหมือนจะได้ของที่คุณภาพดีกว่านี้ อันนี้มันเหมือนกินเอาปริมาณ รสชาติธรรมดาไป

กินปูกันอิ่มแล้วก็เดินกลับที่พักเอา (ทริปนี้เดินซะเยอะเลย)

แวะ Family Mart ซื้อของกินติดกลับไปด้วย ของเวฟที่นี่อร่อยสุดยอดเลย ประทับใจ
กินเรียบแบบไม่ทันถ่ายรูป อร่อยกว่าขาปูอี๊ก 5555555