Showing posts with label pakistan. Show all posts
Showing posts with label pakistan. Show all posts

Apr 8, 2016

PAKISTAN 2016 // Day 1 : Welcome to Pakistan

เอาล่ะ.... ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง

วันที่ในกระเป๋าเดินทางมีทั้ง Heattech และ Airism
วันที่ในกระเป๋าเดินทางมีตั้งแต่เสื้อยืดตัวบางไปจนถึงขนเป็ดตัวฟู
วันที่ในกระเป๋าเดินทางมีรองเท้าผ้าใบธรรมดา และรองเท้า Trekking

เป็นการจัดกระเป๋าที่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ (= =)

เนื่องจากวันนี้ทุกคนขู่ว่าสนามบินมันต้องคนเยอะมากแน่ๆ รถต้องติดแน่ๆ
เพราะว่าเป็นวันเริ่มของเทศกาลหยุดยาวสงกรานต์
เที่ยวบิน 19:00น. ก็แหกไปสนามบินตั้งแต่บ่ายสาม
ปรากฏว่าจากอารีย์ไปสุวรรณภูมิ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงค่ะคุ๊ณณณณณณ
ใครมันขู่ฟร่ะ!!!! 555555+
เดินเล่นรอจนเบื่ออ่ะ



สุชาดาลำนี้จะพาเราไป Isamabad กราบค่ะ

เตร็ดเตร่รออยู่ในสนามบิน
แล้วก็ได้เจอสมาชิกทริปครบถ้วน ยังคงเขอะๆเขินๆ ไม่ได้คุยอะไรกันมาก
(แต่ครึ่งนึงของทริปนี้เป็นพี่ๆน้องๆที่รู้จักกันมาก่อน แหะๆ)
จนในที่สุดก็ได้เวลาขึ้นเครื่อง



ใครเป็นคนกำหนดว่าขึ้นเครื่องทุกครั้งต้องถ่ายรูปอาหาร????

โชคดีว่าเครื่องบินที่นั่งมาจอ ก็ดูหนังไปเรื่อยเปื่อย
เที่ยวบินนี้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง
เวลาที่ Pakistan ตามหลังเวลาประเทศไทย 5 ชั่วโมง
บิน 19:00 ก็ไปถึง Islamabad ประมาณ 22:10



ตอนใกล้ๆจะถึง Islamabad

พอถึงสนามบินแล้ว ใจเริ่มเต้นตึกตัก
สนามบิน BENAZIR BHUTTO เป็นสนามบินเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก
มีทหาร (มั๊ง) ถือปืนไม่ได้แบกปูนไปโบกตึก ประปราย ชวนให้หวาดเสียว (อย่าหันมาทางเก๊านะ)
แต่ทหารว่าน่ากลัวแล้ว ตม.สิ น่ากลัวยิ่งกว่า
อ๋อ ลืมบอกไป ไฟลท์ที่เรามาก็มีคนไทยมาพอสมควร
ที่เจอก็จะมาแบบเรา เป็นทริปมากันสิบกว่าคน แผนการท่องเที่ยวก็คล้ายๆ
ประสบชะตากรรมแบบเดียวกันจากเหตุการณ์ landslide แผนเปลี่ยนฉุกเฉิน
พอมาต่อแถวตม. ก็เจอกัน เลยรู้สึกว่าอุ่นใจขึ้นมา
(การได้เจอคนชาติเดียวกันในต่างประเทศอารมณ์เหมือนได้เจอญาติอ่ะ ฮ่าๆ)
แล้วเราก็เล็งดู ตม.ที่หน้าตาใจดี (ซึ่งคนปากีหน้านิ่งแล้วโหดมากๆ)

ปรากฏว่า เริ่มมีปัญหา คนข้างหน้ากรุ๊ปเดียวกะเรา เริ่มมีการพูดจากตอบโตยาวๆ
หัวหน้าทริปผ่านด่านไปแล้ว(พี่แกมาบ่อย) ก็ยังคุมเชิงอยู่
เราต่อแถวนี้อยู่ก็เริ่มละ ลางมาจ่ะ แถวข้างๆไม่เห็นถามไรเลย ไหลลื่นปรี๊ดๆๆ
เอาวะ จังหวะนี้ ย้ายแถวแม่ม 555555+
ไหลไปๆๆ พอเป็นคนในกรุ๊ปเราปุ๊บ แถวหยุดไหลเฉยๆ ตม.ถามอีกละ!!!
เดาได้เลยว่า ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่คนหรอก มันอยู่ที่ทั้งกรุ๊ปเรานี่แหละ

สรุปคือ ในใบตม.ขาเข้า มันต้องกรอกโรงแรมที่จะเข้าพัก
เราก็ใส่ชื่อ โรงแรมคืนแรกไป ตามปกติ มันชื่อ GC Hotel
แล้วตม. ดันถามว่า GC Hotel นี่คือ รร.อะไร ไม่รู้จัก อยู่ไหน
GC Hotel ก็ GC Hotel ไงงงงงงงงงงงงงงงง
หัวหน้าทริปก็มึนตึบ (เขียนเหมือนกันนะ ก็ลอกๆกันมา แต่พี่แกผ่านได้เฉ๊ย)
ไม่รู้ว่า GC Hotel ย่อมาจากอะไร หัวหน้าทริปก็บอกว่า GC ก็คือ GC อ่ะ
งานงอกจ่ะ คือ ตม.มันมีประมาณ 4-5 ช่อง แล้วจังหวะนั้น คนที่ตม.ตรวจทุกช่องเป็นกรุ๊ปเราหมด
ช่องอื่นๆที่กำลังจะให้ผ่าน ได้ยินช่องเราถามว่า GC Hotel อยู่ที่ไหน เท่านั้นแหละ ไม่ยอมให้ผ่านเฉย
แล้ว ตม. ก็ถามกันเองเป็นภาษาเค้า เดาได้ว่า GC Hotel มันอยู่ที่ไหน เค้าเลิ่กลั่กๆกัน ไม่รู้จัก
หัวหน้าทริปก็ไปเจรจาให้ ซึ่งในที่สุดก็ผ่านมาได้ (เดาว่าหัวหน้าทริปให้ดูแผนที่มั๊ง)

พอออกมาได้นี่โล่งใจมาก กระเป๋าก็ไหลมารอแล้ว
ออกจากสนามบินไป ได้เจอกับ Local Guide 2 คน
คนนึงเราเรียกกันว่า อาจารย์ (Professor) เนื่องจากเค้าเป็นคนที่ความรู้แน่นมาก
เคยรับเสร็จพระเทพตอนเสด็จมา Pakistan
(อาจารย์แกภูมิใจมาก เปิด CD ตอนพระเทพเสด็จมาให้ดูด้วย)
อีกคนเป็นหนุ่มหล่อล่ำ เดาว่าเอาไว้ยกกระเป๋ากะเป็นบอดี้การ์ดสาวๆอย่างเรา (แอร๊ย)

วันแรกไม่มีอะไรมาก มุ่งหน้าไป รร. เลย
และแล้ว ก็มาถึง GC Hotel ซึ่งได้มารู้ภายหลังว่ามันย่อมาจาก GRACE CROWN ...



สิ่งสำคัญคือห้องน้ำ ซึ่ง OK นะ
ห้องไม่ได้สะอาดมาก แต่ก็ไม่ถึงกับนอนไม่ได้

ที่ขำคือ ตอนที่มาถึง รร. แล้วก็ check-in กันอยู่ตรง reception
อยู่ๆ ไฟก็ดับ พรึ่บ!!!!! มืดไปทั้ง รร. นี่ตกใจมากกกก (คนที่เข้าลิฟท์ไปเป็นไงวะนั่น)
พอไฟมา สว่างปั๊บ reception ก็ประกาศด้วยเสียงดังฟังชัดว่า
" Welcome to PAKISTAN "

ปล. หลังจากนั้นเค้าบอกว่า ไฟติดๆดับๆของที่นี้เป็นเรื่องปกติ
ปล2. ไฟดับไม่กระทบกับลิฟท์ เพราะงั้นสบายใจได้
ปล3. วันแรกนี่ก็ลุ้นขี้ปลิ้นแล้ว พรุ่งนี้จะเป็นไงว๊า...

Apr 7, 2016

PAKISTAN 2016 // Day 0 Part 3 : Plan is no plan

#07/04/2016

ก่อนเดินทางแค่ 1 วัน หัวหน้าทริปแจ้งว่า มีงานเข้า....

เนื่องจากก่อนหน้านี้ปากีที่มีพายุหนักมาก ทางตอนเหนือ
เส้นทางที่เราจะไปกัน KKH (Karakoram Highway) ก็เลยมี landslide
ทำให้ไม่สามารถไป Hunza, Gilgit, Fairy Meadows ทั้งหมดที่อ่ยู่ใน plan
ข่าวล่าสุดที่ไกด์ทางปากีแจ้งมาคือ คาดว่าจะเคลียร์เสร็จไปใน 5 วัน (ย้ำ คาดว่า)
ตัวไกด์เอง (ราฮีม เจ้าของบริษัททัวร์ที่เราจะไปด้วย) ก็ติดแหงกอยู่ที่ Skardu กะ VIP group ที่พาไป

ทีนี้หัวหน้าทริปก็เลยต้องมาแจ้ง Plan ที่พวกเราจะต้องเลือก

Plan 1 : เลื่อนทริป ถ้ายังอยากจะไปเส้นทางเดิม (ต้องเปลี่ยนวันลา ต้องเลื่อนตั๋ว ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่าย)
Plan 2 : เปลี่ยนที่ชั่วคราว ไปแถว Islamabad, Swat ก่อน พอแถนนเปิดก็ไป KKH เลย
Plan 3 : เปลี่ยนเส้นทางเที่ยว 100% ไปสายวัฒนธรรมแทน เส้นทาง Islamabad-Lahore (เมืองนี้แค่ได้ยินชื่อก็เสียวๆละ)
Plan 4 : ซื้อตั๋วไป Skardu โดยระหว่างรอตั๋วก็เที่ยวใน Islamabad ไปพลางๆ (ซึ่ง Skardu ที่ไปก็เที่ยวได้แค่นั้น ยังไม่สามารถไป Hunza, Gilgit ได้ เพราะถนนปิด) มีค่าใช้จ่ายตั๋วภายในประเทศเพิ่ม หักลบกับค่ารถไป ประมาณ 250USD

ถึงเวลาต้องเลือก ตอนนั้นช็อคไปนิดหน่อย
คือมันก็มีข่าวมาเรื่อยๆเรื่องพายุเข้าที่ปากีตอนเหนือ แต่ไม่คิดว่ามันจะมากระทบกับการเที่ยวของเรา
แล้วก็หัวหน้าทริปแจ้งมา ก้อเริ่มมีข่าวเรื่องกรุ๊ปทัวร์ไทยไปติดอยู่ที่ Skardu (เป๊ะ)
เราก็ เอาละ มันเป็นเรื่องจริง ก็เริ่มคิดละว่าจะเอาไง หัวมัน blank ไปหมด
ไปถึงแล้วเราจะไปไหนต่อ จะเที่ยวไหน ยังไง อะไร (วนไปวนมา หัวจะระเบิด)

ตั้งสติได้ ก่อนอื่นโทรเช็คตั๋วก่อน ซึ่งก็ทำใจไว้อยู่แล้ว
ตั๋วที่เราซื้อเป็นตั๋วโปร ไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจาก "ทิ้ง" เท่านั้น
ก็เหลือ 2-3-4 ที่ต้องเลือก ทีนี้ plan 4 มีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 250USD
ซึ่งเป็นอะไรที่เยอะเหมือนกัน กะที่ต้องเพิ่ม (แค่นี้ก็กรอบจะแย่แล้ว ฮือๆๆๆ)
เราก็เลยคิดว่า ก็ไปต่อแหละ แต่จะไปไหน plan 2-3 ก็ได้หมด

บอกได้เลยว่า คืนวันที่ 7 เป็นอะไรที่แทบนอนไม่หลับ จะบินพรุ่งนี้อยู่แล้ว ยังไม่รู้ว่าเราจะเที่ยวยังไง
สรุปกันแล้วในกรุ๊ป 17 คน มีคนขอเลื่อนทริปไป 2 คน คือพี่เค้ายกเลิกทริปกะเราเลย
กะอีกทีเหลือ 15 คน สรุปว่าไปต่อ
(ตอนแรกน้องคนนึงเกือบจะไม่ไป เพราะมี plan มี Lahore ซึ่งที่บ้านไม่อยากให้ไป)

หัวหน้าทริปขออนุญาตเลือกเส้นทางเอง
โดยขอเป็นเส้นทางที่จะไม่บินในประเทศ เพราะตั๋วปากีในประเทศมันไม่ได้ซื้อแล้วบินได้เลย
ต้องรอจนกว่าท้องฟ้าจะพร้อมบิน เป็นการรอที่ไร้จุดหมายมากๆ

แล้วหลังจากถกกันตลอดช่วงเช้า ในหัวก็คิดวกไปวนมาตลอดเวลา
ช่วงบ่าย หัวหน้าทริปก็สรุป Plan ใหม่แบบฉุกเฉินมาให้
ซึ่งเราดูแล้วก็มึนๆนะ พยายามเอาสถานที่ไป search google ดู หลายๆที่ก็โอเค



ทีนี้พอได้ Plan ออกมาแบบนี้ ทุกคนก็เริ่มคลายกังวล คือยังไงก็มีที่เที่ยวแน่ๆ
Step ต่อมาคือ จะจัดกระเป๋ายังไง???? 555+
เพราะตอนแรกจะขึ้นเหนือคือยังไงก็หนาวแน่ จัดเต็ม heattech และขนเป็ด
แต่ทีนี้ถ้าเกิด KKH ไม่เปิด ต้องไป Lahore ซึ่ง... ร้อนตับแตก ไม่ต่างกะกรุงเทพ
ประเด็นคือจะไปรู้ก็ต่อเมื่ออยู่ที่นู้นแล้ว นี่เลยเป็นการจัดกระเป๋าที่ท้าทายมากๆ (= =)


เอาหน่ะ นี่มันก็คือรสชาติชีวิตอีกแบบนึง... 5555+


PAKISTAN 2016 // Day 0 Part 3 : Plan is no plan

#07/04/2016

ก่อนเดินทางแค่ 1 วัน หัวหน้าทริปแจ้งว่า มีงานเข้า....

เนื่องจากก่อนหน้านี้ปากีที่มีพายุหนักมาก ทางตอนเหนือ
เส้นทางที่เราจะไปกัน KKH (Karakoram Highway) ก็เลยมี landslide
ทำให้ไม่สามารถไป Hunza, Gilgit, Fairy Meadows ทั้งหมดที่อ่ยู่ใน plan
ข่าวล่าสุดที่ไกด์ทางปากีแจ้งมาคือ คาดว่าจะเคลียร์เสร็จไปใน 5 วัน (ย้ำ คาดว่า)
ตัวไกด์เอง (ราฮีม เจ้าของบริษัททัวร์ที่เราจะไปด้วย) ก็ติดแหงกอยู่ที่ Skardu กะ VIP group ที่พาไป

ทีนี้หัวหน้าทริปก็เลยต้องมาแจ้ง Plan ที่พวกเราจะต้องเลือก

Plan 1 : เลื่อนทริป ถ้ายังอยากจะไปเส้นทางเดิม (ต้องเปลี่ยนวันลา ต้องเลื่อนตั๋ว ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่าย)
Plan 2 : เปลี่ยนที่ชั่วคราว ไปแถว Islamabad, Swat ก่อน พอแถนนเปิดก็ไป KKH เลย
Plan 3 : เปลี่ยนเส้นทางเที่ยว 100% ไปสายวัฒนธรรมแทน เส้นทาง Islamabad-Lahore (เมืองนี้แค่ได้ยินชื่อก็เสียวๆละ)
Plan 4 : ซื้อตั๋วไป Skardu โดยระหว่างรอตั๋วก็เที่ยวใน Islamabad ไปพลางๆ (ซึ่ง Skardu ที่ไปก็เที่ยวได้แค่นั้น ยังไม่สามารถไป Hunza, Gilgit ได้ เพราะถนนปิด) มีค่าใช้จ่ายตั๋วภายในประเทศเพิ่ม หักลบกับค่ารถไป ประมาณ 250USD

ถึงเวลาต้องเลือก ตอนนั้นช็อคไปนิดหน่อย
คือมันก็มีข่าวมาเรื่อยๆเรื่องพายุเข้าที่ปากีตอนเหนือ แต่ไม่คิดว่ามันจะมากระทบกับการเที่ยวของเรา
แล้วก็หัวหน้าทริปแจ้งมา ก้อเริ่มมีข่าวเรื่องกรุ๊ปทัวร์ไทยไปติดอยู่ที่ Skardu (เป๊ะ)
เราก็ เอาละ มันเป็นเรื่องจริง ก็เริ่มคิดละว่าจะเอาไง หัวมัน blank ไปหมด
ไปถึงแล้วเราจะไปไหนต่อ จะเที่ยวไหน ยังไง อะไร (วนไปวนมา หัวจะระเบิด)

ตั้งสติได้ ก่อนอื่นโทรเช็คตั๋วก่อน ซึ่งก็ทำใจไว้อยู่แล้ว
ตั๋วที่เราซื้อเป็นตั๋วโปร ไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจาก "ทิ้ง" เท่านั้น
ก็เหลือ 2-3-4 ที่ต้องเลือก ทีนี้ plan 4 มีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 250USD
ซึ่งเป็นอะไรที่เยอะเหมือนกัน กะที่ต้องเพิ่ม (แค่นี้ก็กรอบจะแย่แล้ว ฮือๆๆๆ)
เราก็เลยคิดว่า ก็ไปต่อแหละ แต่จะไปไหน plan 2-3 ก็ได้หมด

บอกได้เลยว่า คืนวันที่ 7 เป็นอะไรที่แทบนอนไม่หลับ จะบินพรุ่งนี้อยู่แล้ว ยังไม่รู้ว่าเราจะเที่ยวยังไง
สรุปกันแล้วในกรุ๊ป 17 คน มีคนขอเลื่อนทริปไป 2 คน คือพี่เค้ายกเลิกทริปกะเราเลย
กะอีกทีเหลือ 15 คน สรุปว่าไปต่อ
(ตอนแรกน้องคนนึงเกือบจะไม่ไป เพราะมี plan มี Lahore ซึ่งที่บ้านไม่อยากให้ไป)

หัวหน้าทริปขออนุญาตเลือกเส้นทางเอง
โดยขอเป็นเส้นทางที่จะไม่บินในประเทศ เพราะตั๋วปากีในประเทศมันไม่ได้ซื้อแล้วบินได้เลย
ต้องรอจนกว่าท้องฟ้าจะพร้อมบิน เป็นการรอที่ไร้จุดหมายมากๆ

แล้วหลังจากถกกันตลอดช่วงเช้า ในหัวก็คิดวกไปวนมาตลอดเวลา
ช่วงบ่าย หัวหน้าทริปก็สรุป Plan ใหม่แบบฉุกเฉินมาให้
ซึ่งเราดูแล้วก็มึนๆนะ พยายามเอาสถานที่ไป search google ดู หลายๆที่ก็โอเค



ทีนี้พอได้ Plan ออกมาแบบนี้ ทุกคนก็เริ่มคลายกังวล คือยังไงก็มีที่เที่ยวแน่ๆ
Step ต่อมาคือ จะจัดกระเป๋ายังไง???? 555+
เพราะตอนแรกจะขึ้นเหนือคือยังไงก็หนาวแน่ จัดเต็ม heattech และขนเป็ด
แต่ทีนี้ถ้าเกิด KKH ไม่เปิด ต้องไป Lahore ซึ่ง... ร้อนตับแตก ไม่ต่างกะกรุงเทพ
ประเด็นคือจะไปรู้ก็ต่อเมื่ออยู่ที่นู้นแล้ว นี่เลยเป็นการจัดกระเป๋าที่ท้าทายมากๆ (= =)


เอาหน่ะ นี่มันก็คือรสชาติชีวิตอีกแบบนึง... 5555+


Mar 20, 2016

PAKISTAN 2016 // Day 0 Part 2

#20/03/2016

Plan

April 8th

  • Arrive Islamabad around 22:10, overnight at GC Hotel


April 9th

  • Breakfast early at GC Hotel
  • Drive to Chilas via Karakorum High Way (14hrs minimum)
  • On the way can see view of Indus river and small water falls
  • Lunch at Besham PTDC
  • Overnight at Shangri-La Hotel

April 10th
  • Breakfast at Shangri-La hotel
  • Drive to Raikot Bridge then change car to 4x4 wheels
  • Sit on 4x4 wheels for 1:20hrs to Tata Pani
  • Lunch and Tata Pani
  • Walk to Fairy meadown (3hrs)
  • Walk to Beyal camp, overnight at wood huts.
April 11th
  • Breakfast early
  • Walk to Tata Pani and sit in jeep back to Raikot bridge
  • Drive to Gilgit for lunch and have City tour in Gilgit
  • Overnight at Rivaria Hotel
April 12th
  • Breakfast at Rivaria Hotel
  • Drive to Gupis valley (4hrs)
  • Lunch at PTDC
  • Go to Khalti lake, Phander valley, Phander lakes (Whole day)
  • Overnight at PTDC lake view Hotel
April 13th
  • Breakfast at PTDC hotel
  • Drive to Hunza Valley
  • Lunch at Rakaposhi
  • Go to Baltit and Altit Fort
  • Dinner and overnight at Eagle Nest Hotel
April 14th
  • Early wake up to see the sunrise
  • Breakfast at Eagle Nest Hotel
  • Go to Baltit & Altit Forts and have lunch
  • Go to Hopper Valley (can see Hopper Glacier)
  • Back to Hunza Valley, dinner and overnight at Embassy Hotel
April 15th
  • Early breakfast at Embassy Hotel
  • Drive to Atta Abad Lake
  • Sit in boat from lake view point till Shiscut Village
  • Sit in mini bus and continue drive to Khunherab Pass Park China Border
  • Visit National Park and lunch at Sost
  • Drive to Borit Lake Passu Glacier
  • Go to Suspension Bridge, dinner and overnight at Hunza Embassy Hotel
April 16th
  • Early wake up (6am) and have breakfast
  • Drive to Nalter Valley and have lunch
  • Go to ski resort and continue drive to Gilgit Rivaria Hotel, dinner and overnight here
April 17th
  • Breakfast at hotel
  • Drive to Besham City via Karakorum High way (12hrs minimum)
  • Lunch on the way, overnight at Besham PTDC hotel
April 18th
  • Drive to Julian and continue drive to Islamabad Fasial Masjid
  • After dinner depart to Bangkok around 23:20


Mar 18, 2016

PAKISTAN 2016 // Day 0 Part 1

#18/03/2016

วันนึงในระหว่างที่เล่น Facebook ในเวลางาน (อุ๊บส์)
ก็มีเพจของรุ่นพี่มหาลัย โพสว่า ต้องการหาเพื่อนไปเที่ยวปากีสถาน
พร้อมทั้งโพสรูปทริปก่อนหน้าที่พี่เค้าเคยไปมา ซึ่งเราก็เคยเห็นผ่านมาล่ะ แล้วก็รู้สึกว่าสวยจัง(จบ)
http://pantip.com/topic/34015062

ที่จบหมายถึง ตอนนั้นที่ดูรูปก็รู้สึกว่า เฮ้ย ไม่น่าเชื่อว่าปากีสถานจะสวยแบบนี้
แต่ความรู้สึกอยากไปเที่ยวมันถูกกลบไปด้วยความคิดว่า "ไปยาก" "เที่ยวยาก"
เลยทำให้ดูรูปแล้วก็จบไป ไม่ได้คิดจะอะไรต่อ

จนเห็นโพสนี้เข้าก็สนใจ แล้วก็ส่ง link ไปให้น้องในออฟฟิศดู
ส่วนเรานั้น พอเสนอเรื่องไปให้คุณผู้ชายดู คุณผู้ชายก็ยืนกรานกลับมาว่า ไม่(ชั้นไปจะญี่ปุ่น!!!)
ระหว่างที่เรากำลังงอแงอยู่ น่าจะ 2-3 วันได้ น้องในออฟิศก็บอกเราว่า
"ผมคอนเฟิร์มทริปไปละนะ"

"......"

เราหันมาหาคุณผู้ชายทันที

"เธอ!!! เราจะไป" 

บวกกับน้องในออฟฟิศไปบอกรุ่นพี่ว่าได้รับการแนะนำมาจากเรา รุ่นพี่เลย inbox มายั่วกิเลสรัวๆ ชักชวนให้ไปด้วยกัน
พร้อมกะย้ำว่า ปากีสถาน มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะ
ธรรมชาติสวยงาม ผู้คนใจดี มันไม่เหมือนกับภาพพจน์ที่เราเข้าใจกันเลย
บลา บลา บลา (คือหลังๆเริ่มคิด พี่ไม่บิ้วต้องละ จ่ายตังค์เลยจบป่ะ ฮ่าๆๆๆ)

ในที่สุด มารก็ชนะความดี... ใช่มั๊ย หึ๊ ฮ่าๆๆๆๆ
กิเลสปากี ชนะ กิเลสญี่ปุ่น ในที่สุด

ผ่านไปประมาณ 1 เดือน ทริปปากีสถานก็สมบูรณ์ ได้จำนวนคนครบ ปิดรับสมัครไปอย่างสวยงาม
(สรุปว่าในทริปเป็นคนรู้จักเกือบครึ่ง เริ่มจากรุ่นพี่เจ้าของทริป รุ่นพี่มหาลัยที่รู้จักกันอีกคน เพื่อนมหาลัยอีกคน น้องที่ทำงานเดียวกันอีก 3 คน คุณผู้ชายอีก 1 คน)
หลังจากนั้นก็ถึงขั้นตอนของการเตรียมตัว

1) ตั่วเครื่องบิน
สายการบินที่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพไปอิสลามาบัด (เมืองหลวงของปากีสถาน)
เท่าที่รู้ก็น่าจะมีแค่การบินไทย (ย้ำ เท่าที่รู้นะ)
วันที่เราจะไปกันก็คือ 8-18 April ราคาที่ได้มาคือ ไป-กลับ อยู่ที่ 17,035 บาท
จริงๆตอนแรกรุ่นพี่แจ้งว่าจะไป 6-16 แต่ตอนนั้นคนยังไม่ครบที่จะเปิดทริปได้
ก็เลยรอไปก่อน จนอยู่ๆ ราคาตั๋วก็เด้งขึ้นไปเป็น 22k เฉยเลย (กรี๊ดดดด)
เลยต้องขยับมาเป็น 8-18 แทน ซึ่งราคานี้คือรีบซื้อเลยนะ กลัวไม่ได้ไปว่างั้น

2) วีซ่า
สิ่งที่ต้องเตรียมคือ

  1. Passport ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 6 เดือน นับจากวันเดินทาง และมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า (ของเรานี่คือ มีหน้าใช้งานอยู่แค่ 2 หน้าจ้าาาา 555555)
  2. รูปถ่ายสี ขนาด 1.5 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ
  3. สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ชุด
  4. สำเนาบัตรประชาชน 1 แผ่น
  5. สำเนาใบสมรส/ใบหย่า (ถ้ามี) (แปลเป็นภาษาอังกฤษ)
  6. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี) (แปลเป็นภาษาอังกฤษ)
  7. สำเนาใบสูติบัตร (กรณีอายุไม่ถึง 20 ปี) (แปลเป็นภาษาอังกฤษ)
  8. จดหมายรับรองการทำงาน (เป็นภาษาอังกฤษ) ระบุ ตำแหน่ง เงินเดือน และ วันเดือนปี ที่เริ่มเข้าทำงาน (ฉบับจริง)
  9. จดหมายรับรองการเงินจากธนาคาร/ถ่ายสมุดเงินฝากออมทรัพย์ ย้อนหลัง 6 เดือน

**ผู้ทำวีซ่าต้องไปแสดงตัวด้วย ไม่สามารถฝากคนอื่นไปทำเรื่องให้ได้นะจ๊ะ

เอาล่ะ เรื่องหนักใจเริ่มมา หนักใจแรก...รูปถ่าย
น้องที่ทำงานสองคน ตัดสินใจถ่ายรูปเอง แล้วเอาไปปริ้น เป็นขนาด 2 นิ้ว
ส่วนเรากับคุณผู้ชาย และน้องอีก 1 คน ตัดสินใจไปถ่ายที่ร้านแถวสยาม
ซึ่งพอไปถึง พนักงานถามทันที เอาไปทำวีซ่าไปประเทศไหน
"เอ่อ.. ไปปากีสถานค่ะ"
"..."
พนักงานสตั้นไปถามวิ แล้วถามกลับว่า มันต้องใช้ขนาดเท่าไหร่
พี่คะ.... หนูก็ไม่รู้ ฮือๆๆๆ เค้าบอก 1.5 หรือ 2 นิ้ว ก็ได้ 
แต่พนักงานที่ร้านเค้าก็ดูกังวล กลัวว่าถ่ายไปแล้วจะผิดมั๊ง เราเลยต้อง google หาดู
(น้องที่ถ่ายเองไม่เห็นเค้าคิดมากเลยนะ สุดท้ายก็ใช้ได้เหมือนกัน)



นี่คือรูปที่เราได้จากอากู๋ ยื่นให้พนักงานร้านดูเลย เอาขนาดนี้แหละ
พนักงานถามคำถามกลับมา

"เอ่อ...ขนาดหัวนี่ วัดจากบนสุดเลยเน๊อะ"
"...คะพี่??"
"คนในรูปเค้าไม่มีผมอ่ะครับ แต่เราก็วัดจากบนสุดของหัว จากผมเลยเน๊อะ"
พี่คะะะะะะะ ถามเอาฮาใช่มั๊ยยยยยย (เสียงในใจ 5555555)

จบเรื่องรูปถ่ายไป ... ต่อมา หนักใจที่สอง ใบเปลี่ยนชื่อ....
เนื่องจากเรากับน้องอีกคนในทริป ไปเปลี่ยนชื่อมา นานแล้วล่ะ
ประเด็นคือ คำว่า "แปลเป็นภาษาอังกฤษ" นี่มันคือยังไง
จะแบบ ไก่กา เขียนว่า I have changed my name from XXX to YYY ง่ายๆก็คงไม่ใช่มั๊ง

โชคดีที่น้องในออฟฟิศที่ไปด้วยกันคนนึง เค้าเป็นฝ่ายกฏหมาย
ก็เลยไปถามน้องเค้า น้องเค้าบอกว่า การแปลเอกสารเป็นภาษาอังกฤษนั้น มีค่าใช้จ่ายนะ
แล้วก็ต้องมีลายเซ็นของ Rotary ... ม่ายช่ายยย Notary จ่ะ เซ็นรับรองให้ เป็นเรื่องเป็นราว
เราก็ เฮ้ย ยากละ ต้องเสียตังค์ด้วย แอบไปถามหัวหน้าทริป หัวหน้าทริปก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
สุดท้าย น้องเลยบอกว่า เอางี้ เด๋วน้องเค้าจะแปลให้ แล้วเอาไปให้พี่ที่รู้จักกันเซ็นให้
โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอ่ายๆๆๆๆๆๆๆ นางฟ้ามาโปรดชัดๆ (ค่าใช้จ่ายนี่แผ่นละ 1000 บาทนะจ๊ะ)

พอถึงวันไปขอวีซ่า เราก็ได้เอกสารแปลใบเปลี่ยนชื่อพอดี
ในชีวิตไม่เคยเอาเอกสารไปแปลมาก่อน คือดูดีมวากกกกกกกกกกกกก ย้ำ
มีผูกโบว์ มีอะไรไฮโซหรูหรา คือเห็นแล้วแบบ 1,000 นึงมันก็สมน้ำสมเนื้อนะ
(ก่อนหน้านี้แกยังคิดว่าแพงมากอยู่เลย)
เอาเป็นว่า เอกสารทั้งหลายแหล่ที่เค้าบอกให้แปลเป็นอังกฤษนี่
เราไม่ชัวร์นะว่ามันต้องขนาดไหน แต่ทำให้ถูกหลักคือปลอดภัยที่สุดค่ะ!!!

มาถึงหนักใจสุดท้าย Statement
พนักงานเดือนเงินน้อยแถมยังติดดอยหุ้นเยี่ยงเรา พยายามไป Search หาว่า
"จำนวนเงินที่เหมาะสมที่ต้องมีในบัญชี สำหรับขอวีซ่าปากีสถาน เท่าไหร่"
(แอบห้อยท้ายคำว่า pantip อิอิ แหม เรารู้ คุณก็ท๊ามมม)

คือแต่ละคนก็อ้อมๆแอ้มๆว่า ก็เอาที่เหมาะสมอ่ะ
ไม่มีใครรู้ว่าต้องเท่าไหร่ ก็ต้องประเมินเอาเอง
มันก็มีที่คนที่มีประสบการณ์มาแชร์ เค้าก็คร่าวๆ 50k, 60k, 70k 
เราก็อ่ะ ยากละ ชีวิตแกมีแต่คำว่า ยากๆๆๆๆๆ สินะ
เหมือนเดิม ไปถามหัวหน้าทริป หัวหน้าทริปบอก เอาให้เซฟๆ 40k ละกัน
เอาวะ 40k ก็ 40k

คือเอาจิงๆนะ เงินเดือนเป็นของนอกกายไม่เท่าไหร่
เงินเดือนยังเป็นของเจ้าหนี้ เงินเดือนเหมือนผีที่รู้ว่ามีแต่จับต้องไม่ได้ (แกเพ้ออะไร!!!)
ประเด็นคือ เงินเข้ามาแล้วมันหมดไป จบป่ะ 55555
ไหนจะค่าเช่าคอนโด ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าบัตรเครดิต
ขายหุ้นออกมาก็ไม่ได้ ติดดอย โอ๊ยเศร้า

เนื่องจากเรานัดกันไปทำ Visa วันที่ 15 กุมภา เราเลยวางแผนจะไปขอ Statement วันที่ 31 มกรา
ซึ่งมันดูเป็นไอเดียที่ดีนะ หลังวันที่ 31 เราก็เอาเงินไปจ่ายค่าต่างๆได้เลย ไม่ต้องอั้นไว้นาน
ก็โอเค น่าจะจบเรื่อง วันที่ 31 เราก็รีบแจ้นไปธนาคาร ไปขอ Statement

ปล. คุณผู้ชายสงสัยว่ามันปริ้นจาก ibanking ได้มั๊ย พนักงานธนาคารบอกน่าจะได้
แต่เราไม่มั่นใจ เลยขอ Statement แบบจริงจัง (แบบต้องเสียตังค์) ไปเลยดีกว่า
หัวหน้าทริป recommend มาว่างั้น แต่มีน้องอีกคนนึง เป็นบัญชี TMB ที่ไม่มีสมุด
ก็เลยต้องใช้วิธีขอใบรับรองจากธนาคาร + ปริ้น Statement จาก web ซึ่งก็สามารถก็ใช้ได้เหมือนกัน ขอวีซ่าผ่านได้เหมือนกัน

ทีนี้ พอหลังจากทำเรื่องขอ Statement แล้ว เงินก็สะพัดออกจากบัญชีทันที
หลังจากนั้นประมาณ 3-4 วัน ก็ไปรับ Statement ที่ขอไว้
และสิ่งที่อยู่ในซองจะทำให้คุณต้องอึ้งงงงงงงงงงงงงงงง อ๊ะจ๊ากกกกกกกกกกก
ธนาคารทำเอกสาร Statement มาให้ถึงวันที่ 2 กุมภาาาาาาาาาาาา
ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
(เสียงกรี๊ดร้องดังไปถึงดาวอังคาร)
คุณทำอย่างงี้กับชั้นได้ยังง๊ายยยยยยยย ยอดสุดท้ายของบัญชีอยู่ที่ 8000พันกว่าบาท กรี๊ดดดด

หลังจากไปหาข้อมูลเพิ่มมา ปรากฏว่า ธนาคาร(กรุงเทพ) เวลาออก Statement ให้เนี่ย
เค้าจะได้ข้อมูลจนถึงวันที่เค้าคีย์ในระบบ
หมายความว่า เราไปยื่นเรื่องทำ Statement วันที่ 31 มกราคม
ธนาคารส่งเรื่องไปสำนักงานใหญ่ พนักงานที่ออก Statement ให้ ทำเอกสารให้เราวันที่ 2 กุมภา
เค้าก็จะคีย์ข้อมูลเข้าไปว่า ขอย้อนหลัง 6 เดือน จนถึงวันปัจจุบัน คือวันที่ 2 กุมภา
ฉะนั้น เราก็จะได้ Statement ย้อนหลัง 1 สิงหาคม 58 ถึง 2 กุมภาพันธ์ 59
(ซองในมือชั้นมันสั่น ริกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)
ไปหวีดกะหัวหน้าทริปทันที หัวหน้าทริปก็ปลอบใจว่า เค้าน่าจะรู้ใบรับรองการทำงานเป็นหลักนะ
ใบรับรองการทำงานก็ระบุชัดเจนว่าเงินเดือนเท่าไหร่ มันก็น่าจะโอ

คือมันนอยด์อ่ะ มันก็ make sense ว่าแบบ แหม แกจะมาดูข้อมูลยอดสุดท้ายในบัญชี
แล้วมาตัดสินคนคนนี้ว่าไม่หนีเข้าประเทศแกหรอก มันก็ดูไม่ใช่อ่ะนะ
มันต้องดูหลายๆอย่างประกอบอัน
แต่มันอดนอยด์ไม่ด๊ายยย ศรีทำไม่ด๊ายยย

พอถึงวันที่ 15 กุมภา เรานัดกันที่สถานฑูตปากีสถานเลย
อยู่ สุขุมวิท ซอย 3 ลง BTS เพลินจิต แล้วเดินต่อ
วันที่ไปทำวีซ่า จะมีคนปากีสถานมาช่วยดูให้ เป็นคนที่ติดต่อซื้อ local tour ไว้
ตอนยื่นเอกสารก็งงๆ คือคนปากีจะช่วยดูให้เกือบทั้งหมด
ตอนแรกๆก็ไปยื่นกันทีละคน แต่สุดท้ายไม่รู้ยังไง เค้าก็รวบรวมของทุกคนไปทีเดียว
แล้วก็ไปจ่ายตังค์ ค่าธรรมเนียม คนละ 1,300 บาท (หัวหน้าทริปดำเนินการให้)
หลังจากนั้นอีกประมาณ 3-4 วัน ก็ได้ passport คืน หัวหน้าทริปไปเอาให้อีกเช่นกัน 5555

แล้วผลคือ ผ่านจ้า เย้ๆๆๆๆๆๆๆ ถ้าไม่ผ่านคงไม่มี up blog นี้อ่ะนะ (แกก็ชัดเจนเกิ๊น)

เอาเป็นว่า วีซ่าก็คือว่าไม่ยากและไม่ง่าย คือถ้ามายื่นเองนี่ก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกัน
คนที่เจอตอนมาทำวีซ่าส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ซื้อทัวร์มา
ตอนนี้ได้ Passport กลับมาพร้อมวีซ่าปากีสถาน โล่งใจขึ้นเยอะ นึกว่าต้องเสียค่าตั๋วฟรีแล้ว

หลังจากนั้นก็จะเป็นการเตรียมซื้อประกันการเดินทาง (ยังเลือกไม่ได้)
กับการจัดกระเป๋า (อันนี้เรื่องใหญ่)
พร้อมกับศึกษาแผนการเดินทางว่าไปไหนบ้าง จะได้เตรียมตัวถูก
แล้วจะกลับมา up Day 0 Part 2 ต่อไป

じゃ また今度、おやすみなさい。