Showing posts with label Tokyo. Show all posts
Showing posts with label Tokyo. Show all posts

Sep 17, 2017

Tokyo Trip SEP2017 - Shopping in Raining Day

ตื่นเช้ามาดูพยากรณ์อากาศ วันนี้ดูจะมีฝน (T__T)
แพลนวันนี้ก็เลยว่ากันตามสภาพอากาศคือ ไปตามมีตามเกิด





อยู่กัน 4 คน แต่มีห้องน้ำแค่ห้องเดียว เพราะฉะนั้น คุณผู้ชายเลยตื่นก่อนคนแรก (รายนี้ตื่นเช้าเป็นประจำอยู่แล้ว)
แล้วก็จัดการปลุกให้เราไปอาบน้ำแต่งตัวเป็นคนที่ 2
ระหว่างรอ 3-4 อาบน้ำแต่งตัว เราก็ซัดข้าวเช้าก่อน



ชอบชานมของ KIRIN มา มาทีไรก็กินทุกที

หลังจากทุกคนพร้อม เราก็ออกลุยกัน โดยการแวะซื้อร่มก่อน เพราะพอออกมาไม่นาน ฝนก็เทเลยจ้า
เดินจากที่พักไป Akihabara Station ใกล้ๆ ซึ่งระหว่างที่เดินนี่ก็ผ่านร้านราเมงที่กลิ่นหอมลอยออกมาจากร้าน
ในที่สุด... ก็อดไม่ได้ เนื่องจากอีก 2 คนยังไม่ได้กินข้าวเช้า เราก็เลยซัดอีกรอบ ฮ่าๆๆๆๆ



ราเมงเกลือ อร่อยใช้ได้เลย



ออกมาถ่ายหน้าร้านหลังกินเสร็จ เป็นร้านเล็กๆ ที่มีแต่เคาท์เตอร์
ชั้น 1 มี 7 ที่นั่ง ชั้น 2 มี 8 ที่นั่ง ใครผ่านมาแถวนี้แนะนำเลย



หลังจากกินเสร็จแล้วฝนก็ยังตกอย่างต่อเนื่อง (เพราะพายุเข้า)
เราก็เลยตกลงกันว่าวันนี้เป็นวัน Shopping ละกัน ง่ายๆอย่างนี้เลย ฮ่าๆๆๆ
เราก็เลยมุ่งหน้าไป Pokemon Center กัน ที่ Ikebukuro อยู่ตรงตึก Sunshine



จุดนี้ไม่มีรูปละ เพราะอย่างคนต่างก็เดินดูของจนหนำใจ
จริงๆในตึก Sunshine มีที่เที่ยวอีกเยอะ แต่เพราะว่าเป็นวัน ส อา ที่ฝนตก
เพราะฉะนั้น คนในตึกจะเยอะมวากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
เด็กเยอะมวากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
เล่นเอาพวกเราเมาทั้งคนเมาทั้งเด็ก สุดท้ายก็เลยไม่ได้แวะอะไรเลย
เดินออกมาจากตึกเสร็จ ก็มีคนเสนอว่าไปคาเฟ่แมวกัน (ไอเดียดี)
แถว Ikebukuro มีคาเฟ่แมวหลายร้าน เราก็เลือกเอาที่ใกล้ๆแล้วก็ไปกันเลย



ชื่อ Nekorobi ค่าเข้า 30 นาที 900 เยน หรือ 1 ชั่วโมง 1,300 เยน
ข้างในก็สามารถเล่นกับแมวได้เต็มที่ แล้วก็มีเครื่องดื่มให้กินไม่อั้น
ตอนแรกก็ว่าน่าจะสนุก เพราะดูแมวก็เยอะดี แต่ปรากฏว่า แมวหยิ่งมากกกกกกกกกกกกก
ไม่สนใจใดๆในโลกนี้เลย นอกจากอาหาร ซึ่งอาหารนี่ต้องเสียตังค์ซื้อเพิ่มนะ
โยนของเล่นไปให้ก็ไม่สนใจ เรียกก็ไม่มา เมินหน้าหนี
แต่โชคดีว่า Staff ค่อนข้างโปร ถ้าเห็นใครเอากล้องจ่อแมว เค้าจะไปยืนข้างหลังแล้วเอาอาหารล่อ
เพื่อให้มองแมวมาทางกล้อง อันนี้ขอชื่นชม





เค้ากำลังจัดธีมฮาโลวีนพอดี เลยได้เห็นแมวคอสเพลย์



อันนี้เป็นแมวตาเหล่ซึ่งเราตกใจมาก ไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนเห็นก็สงสารนะ
แต่พอถ่ายรูปแล้วเอามาดูนี่คือขำ เหมือนมันทำหน้าตลกใส่กล้อง
แล้วขนนี่ก็สวยมากกกกกก เหมือนสิงโตเลย นุ่มมาก



กำลังจะถ่ายป้ายชื่อน้องแมว เจ้านี่กระโดดเข้ามาเป็นพร็อพให้ด้วย ดีมาก!

เสร็จจากคาเฟ่แมว ตั้งใจว่าจะไป Tokyu Hand ต่อ เพราะตอนนี้ฝนยังคงตกไม่หยุด
แต่ระหว่างทางเราก็แวะหาอะไรกินกันก่อน


Bankara Ramen ที่หากินได้ที่ไทย แต่เมนูนี้ไม่มีที่ไทยน่ะสิ
เป็นราเมงเส้นหน้า โปะด้วยเนื้อแบบ rare อร่อยมวากกกกกกกกก



หลังจากนั้นก็ไปที่ Tokyu Hand สาขาตรง Ikebukuro กันต่อ สมเป็นวัน Shopping จริงๆ
แล้วจากนั้น ก็นั่งรถไฟมาที่ Shibuya เพื่อมาตามรอย Persona5 กันนิดนึง
ได้ถ่ายรูปคนเดินข้ามถนนด้วย แต่เพราะว่าฝนตก ก็เลยกลายเป็นร่มข้ามถนนเอง ก็สวยไปอีกแบบ



ขากลับ แวะซุปเปอร์แถวที่พัก ได้ปลาดิบลดราคามา (ฟินนนนน)
ก็ผู้ชายซื้อเนื้อมาทอด อร่อยมวากกกกกก



ตามด้วยของหวานเป็นลูกพีช ทุกทีมาทีไรก็กินแต่สตรอเบอรี่
แต่หน้าร้อนนี้ไม่มีขายเลย คือถ้าแพงหน่อยก็ยอมซื้อนะ แต่มันไม่มีขายจริงๆ
กินลูกพีชแก้ขัด ก็อร่อยไปอีกแบบ (ดู The Face Men Thailand ไปด้วย อิอิ)



ตบท้ายมื้อด้วยนมช็อคโกแลตของ Godiva จะได้นอนหลับฝันดี

Sep 16, 2017

Tokyo Trip SEP2017 - Again and Again

เวลาผ่านไปยังไม่ทันครึ่งปี ทริปญี่ปุ่นก็มาอีกแล้ว
คราวนี้เป็น Tokyo หน้าร้อนแบบกระทันหัน เนื่องจากมีน้องย้ายบริษัทแล้วมี gap ว่างประมาณครึ่งเดือน
ก็เลยหาที่เที่ยวกันระหว่างรอเริ่มงานใหม่ และก็แน่นอนว่าต้องเป็นญี่ปุ่น

ระหว่างหาตั๋วเครื่องบิน ก็มีโปรจาก expedia บิน JAL + ที่พัก 1 คืน
ราคาประมาณ 16k ต่อคน ซึ่งถือว่าก็ถูกสำหรับบินตรง
แต่พอหาไปหามา เจอว่ามี HK Airlines อีกเจ้า Transit ที่ HK ไม่นาน ประมาณชั่วโมงกว่า
ราคาแค่ 11k ต่อคน ต่างกันเกือบ 6 พัน สุดท้ายก็เลยตัดสินใจบินกับ HK Airlines (ซื้อผ่าน Expedia)
แต่มีข้อเสียแค่อย่างเดียวคนได้กระเป๋าคนละ 20 กก. เท่านั้น ซึ่งเอาจริงๆก็พอนะ ถ้า shop ไม่เยอะ หุหุ


ขามามีลุ้นนิดหน่อย เพราะขา กรุงเทพ - ฮ่องกง ดีเลย์ไปชั่วโมงกว่า
พอมาถึง HK ก็เป็นเวลา boarding ของ ฮ่องกง - โตเกียว พอดี ลุ้นมากกว่าเค้าจะรอมั๊ย
ซึ่งพอมาถึงก็ตามคาด มีพนักงานมายืนรอและพาเดินไปขึ้นเครื่องต่อ ซึ่งเดินเร็วมวากกกกกกกก
จ้ำอย่างเดียวจริงๆ สแกนกระเป๋านั่นนี่แล้วก็พามาต่อแถวขึ้นเครื่อง คือโคตรเหนื่อย แต่ดีที่ยังทัน
ขา ฮ่องกง - โตเกียว ก็มาถึงก่อนเวลานิดหน่อย


หลังจากนั้นก็รับกระเป๋า ผ่าน ตม. ซึ่งไม่ได้ยาก แล้วก็เดินทางไปที่พักกัน
เรานั่ง Keisei Skyline แบบด่วน ไปลง Nippori แล้วต่อ JR ไปลง Asakusabashi สถานีที่ใกล้ที่พักที่สุด
ที่พักรอบนี้เราจอง AIRBNB (ได้ข่าวว่าที่ญี่ปุ่นถูกกฏหมายแล้ว) หาอยู่พักนึงจนได้ห้องที่ถูกใจ
ก็คือ มีครัว มีห้องนั่งเล่น มี 2 ห้องนอน ห้องน้ำมีที่ฉีด แล้วก็อยู่ไม่ไกลสถานี
ราคาคืนละประมาณ 4000 บาท อยู่ 4 คนก็ถือว่าโอเค จริงๆห้องกว้างมาก นอน 6-8 คนได้เลย แต่ห้องน้ำห้องเดียวอาจจะลำบากหน่อย


ห้องนั่งเล่นมีโซฟาใหญ่นั่งสบายมาก โซฟาสีเนื้อนั้นกางออกมาเป็นที่นอนได้
ส่วนห้องทางซ้ายเป็นห้องนอน ห้องทางขวาเป็นห้องตากเสื้อ
ด้านหลังทีวีจริงๆเป็นระเบียงสามารถเปิดออกไปได้



ห้องนอนห้องนี้ไม่มีแอร์ในห้อง แต่แอร์จากห้องนั่งเล่นสามารถปรับให้เป่าลมเข้าไปได้


ห้องนี้จริงๆนอนได้ 4 คน แต่เรานอน 2 คน สบายมาก



มุมห้องคร้ว ครบมาก ทั้งไมโครเวฟ เตาแก๊ส เตาอบ หม้อหุงข้าว กาต้มน้ำ มีเครื่องดูดควัน
แถมที่นี่มีซุปเปอร์ใกล้ๆ บางมื้อก็ซื้อเนื้อมาย่างกิน


ห้องน้ำมีแบ่งโซนเป็นห้องอาบน้ำกับห้องส้วม ในนี้มีเครื่องซักผ้าแอบไว้ให้ด้วย

-------

หลังจากเก็บของอะไรเรียบร้อย ก็นั่งรถไฟจาก Asakusabashi (Metro) ไปลง Asakusa (Metro)
ประเดิมมื้อแรกด้วย Ichiran Ramen ซึ่งสาขานี้มีทั้งเป็นโต๊ะนั่งธรรมดา และคอกนั่งคนเดียว


อิ่มอร่อย กลับมาหลับฝันดี

Apr 28, 2015

JAPAN 2015 // Day 1 - First Time SNOW

#07.02.2015

เราบินกันไฟลท์ดึก ออกจากดอนเมือง 11:45PM ถึงนาริตะ 08:00AM
รอบนี้ก็เลยไม่ได้สั่งข้าวเอาไว้ กะนอนยาว
แต่เอาจริงๆก็ไม่ค่อยหลับหรอก เพราะที่นั่งก็ค่อนข้างแคบ
ตอนใกล้ๆจะถึง ก็ตื่นมาชื่นชมฟูจิซังรอบนึง

ถึงนาริตะจริงๆ 07:00AM เร็วกว่ากำหนดการณ์ 1 ชั่วโมง
เนื่องจากช่วงฤดูนี้ มีลมส่งท้าย ทำให้ถึงเร็วขึ้น (กัปตันบอกมา)
ลงเครื่องได้ เราก็รีบจ้ำๆๆๆๆเดินตรงไปตม.เลย
ปรากกว่าตรง ตม. แถวยาวมากจ้า ยาวมากกกกก นี่ขนาดเช้าๆนะ
ขดกันเป็นงูไม่รู้กี่รอบ ยืนจนเมื่อยขา

พอถึงคิวเรา ก็ผ่าน ตม. ได้ปกติ ไม่ถงไม่ถามเรื่องสุขภาพกันซ๊ากคำ ฮ่าๆ
แพลนวันนี้ของเราคือ บินไปลง Sapporo ต่อ
(TAAX กับ Vanilla Air อยู่ที่ Terminal 2 เหมือนกัน)
ไฟลท์เรา ออกจากนาริตะ 12:50 ไปถึงซัปโปโร 14:35 
ออกจากตม.นี่คือยังไม่ 9 โมง มีเวลาเหลือเฟือ
เราก็ไปรับ pocket wifi มาก่อน เปิดเครื่องลองใช้ โอเคใช้ได้
แล้วก็ออกจาก Terminal 2 ขึ้น bus ไปลง Terminal 1
ไม่ใช่อะไร ร้านอาหารที่ดูไว้มันอยู่ Terminal 1 ฮ่าๆๆๆๆ

ข้อมูลจาก Tabelog












ตอนแรกก็ชิลๆนะ เดินกันมาเรื่อยๆเรียงๆ ปรากฏว่ามีคิวซะ คนเยอะเชียว
ร้านเล็กมาก ลากกระเป๋าเดินทางมาใหญ่ๆนี่คือรู้สึกผิดเลย
แต่พนักงานก็เก่งนะ สามารถจัดระเบียบทั้งคนมากิน ทั้งกระเป๋า ให้เข้าที่ได้




หาอะไรกินเสร็จแล้ว ก็เดินเล่น ไปดูตรงจุดชมเครื่องบิน
Observation Deck มีทั้ง 2 Terminal, Terminal 1 ชั้น 5, Terminal 2 ชั้น 4


อากาศโคตรหนาวเลย ตอนแรกใส่ Jacket Jean มาตัวเดียว เอาไม่อยู่
ต้องแงะกระเป๋าขุดเสื้อขนเป็ดมาใส่
ไม่อยากจะคิดว่าถ้าถึง Sapporo นี่มันจะหนาวขนาดไหน บรึ๋ย...

เดินเล่นสำรวจสนามบินกันอยู่พักนึง ได้เวลาสมควรเราก็กลับไป Terminal 2
Vanilla Air เค้าเปิด counter ให้ check-in 90 mins before departure คือเป๊ะมากนะ
เราไปถึงก่อนเวลาแป๊บนึง เค้าก็ปิดประตูไว้
เค้าจะเปิดเฉพาะเวลาจะให้ check-in ของแต่ละไฟลท์เท่านั้น ไม่ได้เปิดไว้ตลอด
(คือ counter เค้าอยู่ในซอก มีประตูบานเลื่อนปิดไว้ไม่ให้เห็นข้างใน)
พอใกล้ๆจะถึงเวลา พนักงานก็ทยอยๆมาเปิด มาจัดของ
90 นาทีเป๊ะ เริ่มคิวแรกได้ เป๊ะเว่อร์ 555555

จุดนี้ Check-in ได้ 2 ที่ คือ check ที่ counter หรือที่ตู้ kiosk 
เราเลือกที่ตู้ เพราะสะดวกดี ตู้ใช้ไม่ยาก ภาษาอังกฤษชัดเจน ขั้นตอนก็สั้นๆ
เนื่องจากขาไปเราซื้อแบบ packet hiso นิดนึง ก็เลือกที่นั่งมาล่วงหน้าแล้ว ไม่มีปัญหา
ปริ้น boarding pass จากตู้มาแล้ว ก็เดินไปจุด drop กระเป๋า แป๊บเดียวเสร็จ
เข้าไปนั่งรอขึ้นเครื่องสบายใจ จุดตรวจกระเป๋าอะไรก็อยู่ตรงนั้น เป็นสัดส่วนของเค้าเลย

  **ตอนนี้ทาง Vanilla Air ย้ายไปอยู่ Terminal 3 เรียบร้อยแล้ว
  **Conter น่าจะใหญ่โตอลังการขึ้นนะ ไม่น่าจะเล็กเหมือนลูกเมียน้อยแบบที่ Terminal 2


เข้าเขต Hokkaido แล้ว ตื่นเต้นมาก มองลงไปเหมือนมีน้ำตาลไอซิ่งโรยไปทั่ว
ถึงสนามบิน New Chitose แล้ว เราก็จัดการไปซื้อ Hokkaido Pass กะ Otaru welcome pass
ทีนี้กะว่า ก็เด๋วจะลองเลย รถไฟที่ต้องนั่ง ที่ต้องจอง หลักๆก็
Sapporo - Hakodate, Hakodate - New Chitose Airport
ตอนนี้ไม่ได้คิดอะไร ก็รอต่อคิวไป ไปถึงคิวปุ๊บเท่านั้นแหละ อาเพศเลย
ทุกเส้นที่เราจะจอง เต็มหมด เหลือแต่แบบ un-reserved seat เท่านั้น
คือไปเสี่ยงดวงเอาเองว่าจะได้นั่งหรือยืน (T____T)
คือ shock มากอ่ะ จองล่วงหน้า 3 วันก็เต็ม ขากลับก็เต็ม ขนาดล่วงหน้า 5 วันนะ
เส้นทางนี้มันเต็มตลอดเวลาจริงๆ ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เดินคอตกออกมา
ทีนี้ก็คุยกันว่าคงต้องลุ้นเอาแล้วล่ะ คือต้องรีบไปสถานีเพื่อไปดูว่าชานชลาอะไร
จะได้ไปต่อแถวรอแต่เนินๆ เพื่อที่จะมีที่นั่ง ก็โอเค ทำใจเผื่อไว้นิดนึง
เอาน่า อย่างมากก็ยืนแค่ 3 ชั่วโมงครึ่งเอง (T___T)


ส่วนตรง Otaru จองได้ ไม่มีปัญหา แต่เสียค่าจองเพิ่มอีกไม่กี่เยน
ขาไปได้ที่นั่งฝั่ง sea side ขากลับไม่เห็น ก็ไม่เป็นไร
เสร็จจาก pass ต่างๆ แล้วก็ออกมากดซื้อบัตรเติมเงิน Kitaca card
(จริงๆ Suica ก็ใช้ที่นี่ได้นะ แต่อยากซื้อ ฮ่าๆ)


จากนั้นก็มุ่งหน้าไปโรงแรมกันเลย เราไปลงที่ JR Sapporo
เนื่องจากโรงแรมมี free shuttle bus ระหว่างโรงแรมกับสถานี JR Sapporo
ตอนเดินออกจากสถานี JR คือจะได้ป๊ะกะหิมะเต็มๆเป็นครั้งแรก ตื่นเต้นมาก 5555


เอามือไปแตะๆจับๆ ปั้นๆ เหมือนน้ำแข็งไสเลย

ทีนี้ เดินไปถึงตรงที่จอดรถของโรงแรม ก็ไม่เห็นว่ามีของ Toyoko inn
คุณลุงของโรงแรมอื่นคงเห็นเราเงอะงะหันซ้ายหันขวา เลยเดินมาทำท่าจะเข้ามาช่วย
เราก็พุ่งเข้าไปถามเลยว่า Toyoko inn Susukino Minami รอตรงนี้รึป่าว
คุณลุงบอก ใช่แล้วๆ โคะโคะนิๆ (ที่นี่ๆ) เอานิ้วชี้ๆ แต่... รถเที่ยวแรกมาห้าโมงเย็นจ้า
ป๊าดดดดด นี่คือเห็นแล้วว่าเค้ามี time table ในเว็บ แต่คือคิดไปเองว่ามีทั้งวัน
เดินคอตกกลับมาในสถานี คือจริงๆก็ไปรถไฟใต้ดินเองได้นะ อีกประมาณ 2 สถานีเอง
แต่คุณผู้ชายขอเลือกเป็นฝากกระเป๋าแล้วไปเดินห้างกันดีกว่า อยากไปดู Uniqlo 555


ถือโอกาสกินราเมงประเดิมเลย บน ESTA มี Ramen Valley อยู่น่าลองหลายร้านมากๆ
แต่เราร้านเดียวก็จุกละ ชามใหญ่สุดๆ


ได้เวลาสมควรแล้ว ก็ออกไปรอรถ



ถึงโรงแรม จัดการ Check-in ยื่นบัตรสมาชิกให้เค้า ก็กรอกรายละเอียดตามขั้นตอน

บัตรสมาชิกเราก็จะใช้เป็น key card ด้วย (แล้วก็มีอีกอันให้มาด้วย)
ห้องก็เล็ก แต่ครบครัน ตาม Concept นะ เราว่าพักที่นี่ก็ดี
เพราะที่เครือได้มาตรฐานหมด ไม่ต้องไปลุ้นว่าจะดีเหมือนในรีวิวมั๊ย







เก็บของเสร็จ ก็ออกเที่ยวเลย เวลาไม่คอยท่านะ
วันนี้เราจะไปเดินที่ Site Susukino กัน เป็นจุดที่ทำน้ำแข็งแกะสลัก


ทักทายหิมะครั้งแรก อิอิ เดินไปก็ลื่นไป ใกล้ๆโรงแรมมี Family Mart


เราเลยแวะซื้อที่เกี่ยวรองเท้าที่เอาไว้เดินบนหิมะ อันนี้รองเท้าเราใส่ได้ (size 39)
แต่ของคุณผู้ชายใส่ไม่ได้ เกี่ยวไม่ถึง (size 42)

เดินแป๊บเดียวก็ถึง Susukino แล้ว ช่างแตกต่างกะแถวโรงแรมมาก
ทั้งๆที่ก็อยู่ห่างกันนิดเดียวเอง ย่านนี้คึกคักสุดๆๆ 





เดินกันจนทั่วแล้ว ก็ไปหาอะไรกินกัน คุณผู้ชายขอเลือกร้านปูที่เป็นแนวไฮโซนิดนึง แถวๆนั้น
ก็ตามนั้นฮะ ฟินกันไปตามระเบียบ



กินเสร็จ เดินกลับโรงแรมกัน นอกจากประหยัดแล้วยังช่วยย่อยด้วย ฮ่าๆๆๆ
แช่น้ำอุ่นที่โรงแรม ฟินอีกรอบ หัวถึงหมอน สลบเหมือนกันทั้งคู่เลยทีเดียว
จบวันแรกที่แสนจะหลากหลายรสชาติ :)

Jan 9, 2014

JAPAN2013 - 10th day // The day in Tokyo and meet the long lost friends

**14/04/2013**

ตื่นมาแต่เช้าเพราะโปรแกรมวันนี้ของเราคือ ตลาดปลาซิคิจิ
แต่... ไม่ได้จะไปดูเค้าซื้อขายปลาแต่อย่างใด นั่นมันต้องไปตั้งแต่ตี 5
ทริป 20,000 cals ของเรา คงไม่ต้องการไปดูเค้าขายปลาหรอก ฮ่าๆๆๆ
(ชื่อ trip นี้ได้เพราะโพสรูปของกินลง fb บ่อยมาก จนเพื่อนตั้งให้)

ร้านที่เลือก ก็เลือกจาก review ใน pantip ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นร้านสาขามาจากเซนได
(ก็เนื่องมาจากโพสรูปใน fb แล้วบังเอิ๊ญญ มีรุ่นน้องทำงานที่ Nikon ที่เซนได มา comment บอก
แถมยังแนะนำให้ลองซูชิเนื้อม้าอีกด้วย)
ร้านก็น่าจะดังอยู่นะ แต่จำชื่อและ location ไม่ได้หรอก (แป่ววว)
แถม review นั่นก็หายไปไหนแล้วไม่รุ๊ (- -)
แต่ sushi เค้าเมพจริงๆ (ภาษาวิบัติตะล๊อดดด) ซัดกันไม่ยั้ง 2 คนหมดไปเกือบ 3 พันบาทได้
เทียบกับการกิน sushi ที่กรุงเทพแล้ว ราคานี้ถูกไปเลย









ฟาด Sushi เสร็จแล้ว คุณผู้ชายก็ออกตามหาตรอกไข่หวานต่อเลย
เดินๆๆตามไกด์บุ๊คไปซักพักก็เจอ อิฉันตื่นเต้นมากกกกกกกกกก
เพราะมันอุดมไปด้วยไข่หวาน เหลืองงงไปทั้งตรอกเลย




กินเสร็จ ฟินทุกเมนู แล้ว ก็ถึงเวลาเดินย่อย
มุ่งสู่สถานที่ท่องเที่ยวที่เหมือนเป็น Landmark ของคนที่มาเที่ยวโตเกียว
วัดอาซาคุซะนั่นเองงงงงงงง
แล้วบังเอิญว่าวันนี้มันวันเสาร์ คนเยอะไปไหน นี่แถบจะไหล่ไปเลย ไม่ต้องเดิน







ตาม Step ต้องต่อด้วยตึกอุนจิ เอ๊ย ฟองเบียร์ อาซาฮี
แล้วตามด้วย Tokyo Tower






ถึงตรงนี้ก็ได้เวลากลับไปที่ Shinjuku Station เพื่อไปเจอฮารุกะและโคเฮ
เพื่อนสมัยเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย
ถึงตอนนั้นจะเรียนด้วยกันแค่ 3 เดือน (โคเฮก็แค่เดือนกว่าๆเท่านั้น)
แต่มิตรภาพก็ยังไม่ขาดหายไปไหน ฮารุกะก็มาเที่ยวกรุงเทพทีนึง
ส่วนโคเฮเรียกว่าสมัยใหม่ๆนี่เกือบทุกปี (เพราะฮีมีแฟนเป็นคนไทย รุ่นพี่ดิฉันเอง)
แต่หลังๆนี่ก็ไม่ได้มากันละ เราเลยต้องมาเอง (เอ่อ..มันใช่มั๊ยฮะ)



เม้าท์ๆเรื่องที่ทำงานกันเล็กน้อย ฮารุกะทำอยู่แบงค์มิตซูบิชิ (ไอ่บริษัทนี่มันเจ้าของประเทศรึป่าวเนี่ย!!)
แอบบ่นว่าตัวเองก็ไปเรียนภาษามาแค่ปีเดียว ซึ่งมันก็นานมาแล้วนะ
แต่ทำไมทุกคนต้องคาดหวังว่าเธอจะต้องพูดภาษาอังกฤษเก่งด้วยหึ๊
ส่งเธอไปทำงานพูดคุยกับคนต่างชาติ เธอก็ได้แต่ยิ้มๆ yes no ok ก็เท่านั้น!!!
ฮ่าๆๆ อันนี้ขำๆ ส่วนตัวเราก็เก็บภาษาเข้าหีบไปบ้างละ ก็แหงอ่ะ ไม่ได้พูดทุกวันหนิ

กินๆเม้าท์ๆแล้วฮารุกะก็พาไปชมวิวบนตึก...เอ่อ...นั่นแหละ แหะๆ
บอกกงๆเลยว่าตามแพลนคือ มาเจอแล้ว แล้วก็จบ หวังพึ่งเพื่อน พาไปไหนชั้นก็ไปหมด
ก็เลยเดิมจ่ำตามอย่างเดียวเอง จ่ำจริงๆเพราะเค้าเดินกันเร็วมาก
ระหว่างเดินไป ฮารุกะก็อาโนๆ update ชีวิตกับโคเฮไป (คือถ้าเราไม่มา สองคนนี้ก็คงไม่ได้มาเจอกัน)
เสร็จปุ๊บ ชีก็ทานสเลท(แหวะ) ม่ายๆ translate มาเม้าท์ให้เราฟังต่อ ตามประสาชะนี
คือจริงๆโคเฮเล่าเองก็ได้นะ แต่มันคงไม่ได้อรรถรสเท่าชะนีคุยกันค่ะ!!! 5555






จากนั้นก็แยกย้ายกันไปตามประสาคนมีธุระ ฮากุระถามว่าจะไปไหนกันต่อ
คุณผู้ชายก็ตอบทันทีว่า จะไป Shimokitazawa
โคเฮขมวดคิ้วทันที ถามว่าที่นั่นมันมีอัลไล!!!???
ฮารุกะถึงกะอึ้ง ตอบไปว่า มันก้อมีอะไรตั้งเยอะนะ ชั้นไปบ่อยยยยย
ต้องเข้าใจนิดนึงนะว่าฮารุกะสมัยเรียนที่แต่งตัวแนวมาก คงไม่แปลกถ้าจะมาที่นี่บ่อย
แต่โคเฮเป็นประเภทแบรนด์แนมตัวจรดเท้า เนี๊ยบมาก
ฮีเลยม่ายยยเข้าาาจายยยวายยยรุ่นนนนนนอย่างงงเราาาาาา

แยกกะโคเฮที่ Shinjuku แล้วก็ขึ้นรถไฟมาพร้อมกะฮารุกะเพราะเป็นทางกลับบ้านเธอ



แวะช็อปนิดหน่อย เพราะเจอร้านขายของที่นี่ ขาย Perfect Whip หลอดใหญ่ถูกมาก
ตอนกำลังจะกลับ ฮารุกะ Line มาแนะนำว่าให้ลองมานั่งรถเที่ยวรอบเมืองดู




สนุกมั๊ย ก็สนุกดี ก็วนๆให้เห็นว่าแต่ละที่มีอะไรบ้าง แต่มันไม่ดีตรงคนบรรยายภาษาจีนฮะ
เล่นมุขหัวเราะอะไรกัน อิฉันไม่ขำซักแอะ เพราะฟังไม่ออก (= =)

เดินเที่ยวถ่ายรูปแถวๆ Tokyo Station แล้วก็กลับมากิน Sushi หน้าอลังกันต่อ แถว Ueno
แล้วก็กลับห้องนอนหลับฟินไป พรุ่งนี้จะไปหาฟูจิซังกัน